Profil de Buakao╭❤╯╰❤╮ Sirame-orn ஐ·....PhotosBlogListesPlus ![]() | Aide |
|
|
21 septembre นครแห่งบาป : Two Sin Cities"โซดอม และ กอมเมอร์ราห์" (Sodom and Gommorah)
เมื่อเอ่ยถึงนครแฝดทั้งสองนี้คงมีหลายท่านที่คุ้นหูและผ่านตากันดีกับเมืองที่เต็มไปด้วยความชั่วและบาปหนาจนเกินกว่าที่แผ่นดินจะแบกรับได้ ดังนั้น พระผู้เป็นเจ้าจึงฝังเมืองนี้ไว้ใต้ธรณี ตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้น อิบรอฮีม(อับราฮัม) ได้ส่ง “ลูฏ”(โลต) หลานชายของท่านไปยังเมืองโซดอมเพื่อตักเตือนชาวเมืองให้เห็นถึงผลร้ายของความชั่วดังกล่าวและละเว้นจากพฤติกรรมนี้เสียแต่ความพยายามของลูฏก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีและดูเหมือนว่ายิ่งนานวัน ศีลธรรมของผู้คนในเมืองโซดอมจะยิ่งเสื่อมทรามลงทุกวัน (โปรดดูวิดีโอสารคดีเรื่อง Sodom and Gomorrah ท้าย entry นี้ประกอบ)
![]() ภาพชาวเมืองโซดอมที่มัวเมาในความบาปและความชั่ว
ความชั่วและบาปทุกชนิดสุดที่จะบรรยายได้ล้วนมีอยู่ในเมืองโซดอมและกอมเมอร์ราห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความนิยมเสพกามวิปริตต่างๆ ลักร่วมเพศระหว่างชายด้วยกันเรียกได้ว่าสมัยนั้นเมืองทั้งสองนี้เป็นสรวงสวรรค์ของเกย์เลยทีเดียวนอกจากเสพกันเองในหมู่ชาวเมืองแล้ว หากมีพ่อค้าหรือผู้สัญจรผ่านไปมาจะถูกนำตัวไปข่มขืนอย่างทารุณแต่นั่นย่อมหลังจากที่ชาวเมืองได้รุมทึ้งขโมยสินค้าและเงินทองของคนเหล่านั้นเสียก่อน ความเสื่อมทรามทางศีลธรรมที่ทำให้เมืองนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็คือความนิยมในเรื่องรักร่วมเพศในหมู่ผู้ชายด้วยกันจนชื่อของเมืองนี้ได้กลายเป็นที่มาของคำว่า “โซโดมี” (Sodomy) ซึ่งหมายถึงการรักร่วมเพศนั่นเอง
เมื่อไม่มีอำนาจใดสามารถยับยั้งความชั่วได้ ลูฏจึงได้วิงวอนต่อพระเจ้าให้ลงโทษผู้คนในเมืองโซดอมเพื่อมิให้ความชั่วของคนในเมืองนี้แพร่หลายออกไปยังดินแดนอื่น ดังนั้นพระเจ้าจึงตัดสินใจทำลายเมืองทั้งสองนี้ พระองค์ส่งทูตสวรรค์ลงมาแจ้งลูฏให้พาครอบครัวหนีภัยไปจากเมืองโซดอมโดยด่วน เวลาหนีก็ให้เร่งไปอย่างเร็วที่สุดอย่าได้หยุดหันหลังมองไปทางเมืองที่กำลังระเบิดเป็นอันขาด.... เรื่องนี้ภริยาของลูฏไม่เชื่อ อาจเป็นเพราะนางเป็นสตรีจึงมีความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าบุรุษ ได้หันกลับไปมองเมืองที่เพิ่งผละจากมา ผลก็คือ ร่างของนางกลายเป็นเสาเกลือ (Pillar of Salt) ติดตรึงอยู่ ณ ที่นั้น และยังคงปรากฏสืบมาจนถึงเดี๋ยวนี้
นครแห่งบาปล่มสลาย Lot ออกจากเมือง เสาหินเกลือ Lot's Wife
ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของโซดอมและกอมเมอร์ราห์นั้น อยู่ในบริเวณที่เรียกว่าหุบเขาซิดดิม (Siddim) ใกล้กับทะเลแห่งความตาย "Dead Sea" ซึ่งเป็นความลับอันนน่าสะพรึงกลัวของโลกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะคุณภาพพิเศษอันไม่เหมือนใครของน้ำในทะเลแห่งนี้ ชาวโรมันเรียกว่า "ทะเลยางมะตอย" (Sea of Asphalt) ชาวกรีกกล่าวว่า เหนือทะเลเต็มไปด้วยแก๊สพิษที่เป็นอันตราย ส่วนชาวอาหรับเล่าว่าเป็นทะเลอาถรรพณ์ นกตัวไหนบินข้ามก็ตกลงมาตายหมด...ทะเลเด้ดซีครองความลับอันยิ่งใหญ่มานานจนถึงปี ค.ศ. 1848 นักธรณีวิทยาจึงสำรวจดูรู้ว่า น้ำในทะเลแห่งนี้เต็มไปด้วยเกลือ ซึ่งทำให้มีคุณภาพพิเศษแตกต่างจากที่อื่น เช่นวัตถุที่ตกน้ำจะไม่จม เป็นต้น... การค้นพบความลับของทะเลเด้ดซีนำไปสู่ความลับอย่างอื่น นั่นคือ รอบๆ บริเวณทะเลสาบ จะมีเกลือจับก้อนหินก้อนดินกลายเป็นโขดเขาเกลือขึ้นเรียงรายอยู่เป็นอันมาก หนึ่งในจำนวนนี้ได้แก่ เสาเกลือ ที่มีรูปร่างมองผาดๆ คล้ายสตรียืนอยู่... นี่แหละที่มาของตำนานภริยาลูฏผู้กลายเป็นเสาเกลือ ไปตามความในพระคัมภีร์
ที่ตั้งของเมือง Sodom และ Gomorrah ที่ค้นพบ
นอกจากนี้ การค้นพบความลับของทะเลสาบเด้ดซี ยังนำไปสู่ความสนใจในทางโบราณคดีอีกด้วย ศาสตราจารย์ ดับบลิว เอฟลินซ์ นักธรณีวิทยาใหญ่เกิดนึกถึงเมืองชื่อ โซดอม กอมเมอร์ราห์ในพระคัมภีร์ได้ว่า เคยตั้งอยู่ในหุบเขาซิดดิมนี้แหละ ร่วมกับเมืองอื่นๆ อีก 3 เมือง คือ โซอาร์, เซบัวอิม และ แอดมาห์... เมื่อค้นพบทั้งทะเลเด้ดซี, แม่น้ำจอร์แดน และหุบผาซิดดิม แล้วก็น่าจะพบซากเมืองในพระคัมภีร์เหล่านี้ (ถ้ามีอยู่จริง) จึงได้ทำการค้นหาเป็นการใหญ่ พบว่าด้านตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลเด้ดซีมีซากเมืองโบราณที่ชาวอาหรับเรียกว่า "ไรอาร์" ตามชื่อเมืองในพระคัมภีร์อยู่ด้วยจริงๆแต่จากการขุดสำรวจทางโบราณคดี พบว่าซากเมืองไรอาร์เป็นเมืองใหม่เกิดขึ้นในสมัยกลางนี่เอง นักโบราณคดีจึงทำการค้นหาซากเมืองในพระคัมภีร์ต่อไป
แผนที่เมืองโบราณทั้ง 5 ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล
ความพยายามนำมาซึ่งความสำเร็จ และเป็นความสำเร็จที่ยืนยันความถูกต้องบางประการของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลในฐานะตำราประวัติศาสตร์ได้ด้วย นั่นคือ ถ้าจะไปค้นหาซากเมืองโซดอมและกอมเมอร์ราห์บนพื้นดินก็หาไม่พบ เพราะจมลงไปอยู่ใต้ผิวทะเลเด้ดซี โซดอมและกอมเมอร์ราห์จมลงไปใต้น้ำด้วยแรงระเบิดจริง แต่ไม่ใช่ระเบิดของทูตสวรรค์ตามข้อความในพระคัมภีร์ ทว่า เป็นแรงระเบิดของธรรมชาตินี่เอง นั่นคือโซดอมและกอมเมอร์ราห์จมน้ำเพราะแผ่นดินไหว
การค้นพบร่องรอยของเมืองโดยนักธรณีวิทยาและนักโบราณคดี นักธรณีวิทยาที่ทำการสำรวจดินแดนนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนพบว่า ระหว่างที่นั่งเรือสำรวจทะเลเด้ดซีนั่นเอง ในวันที่อากาศดี น้ำใสเป็นพิเศษก็สามารถมองเห็นซากปรักหักพังใต้น้ำได้รำไร.... ซากของโซดอมและกอมเมอร์ราห์นั่นเอง ที่ยังปรากฏให้เห็นอยู่ได้ก็เพราะเกลือในทะเลช่วยรักษาไว้ให้คงรูปเดิม จากการคำนวณอายุของซากเมืองใต้ทะเลพบว่ามันมีอายุย้อนหลังไปสมัยปี 1900 ก่อนคริสตกาล....ก็สมัยเดียวกับลูฏและอับราฮัมนั่นเอง....โซดอมและกอมเมอร์ราห์จึงมีอยู่จริงๆ ในยุคสามัยเดียวกับบุคคลในพระคัมภีร์
หลักฐานทางธรณีวิทยา การที่แผ่นดินซึ่งเดิมเคยอยู่เหนือน้ำแล้วอย่ๆเลื่อนต่ำลงจนจมลงไปใต้น้ำนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งในโลก ส่วนหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดน (หรืออาระเด็นตามฉบับคำแปลภาษาไทย) ก็ค่อยๆ เลื่อนลดลงไปอยู่ใต้ทะเลเด้ดซีเหมือนกัน แต่ในกรณีของโซดอมและกอมเมอร์ราห์ไม่ได้เกิดจากการค่อยๆ เลื่อนลงไปใต้น้ำ แต่นักธรณีวิทยาได้คำนวณว่าเกิดจากแผ่นดินไหวในบริเวณนี้อย่างรุนแรงจนกระทั่ง "กำมะถันและไฟจากพระยะโฮวาลงมาจากฟ้าตกที่เมืองซะโดมและเมืองกะโมรา พระองค์ได้ทรงทำลายเมืองเหล่านี้ คือแถบที่ราบนั้นทั้งหมดและพลเมืองทั้งสิ้นและบรรดาพืชพันธุ์ที่งอกขึ้นจากแผ่นดินให้พินาศไปสิ้น" ดังที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีแล้ว หลักฐานทางธรณีวิทยา แจ๊ค ฟินนิแกน นักธรณีวิทยาคนสำคัญชาวอเมริกันกล่าวไว้ในปี ค.ศ. 1951 ว่า ความพินาศของ "เมืองบนที่ราบ" อันหมายถึงโซดอมและกอมเมอร์ราห์นี้เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ซึ่งตามติดมาด้วยการระเบิดของแร่ธาตุใต้ดิน และอสุนีบาตอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้แก๊สธรรมชาติพวยพุ่งขึ้นกระทบสายอสุนีบาตเกิดเป็นเพลิงลุกโพลงขึ้นทำลายเมืองทั้งสองราบคาบลง แล้วทรุดลงไปใต้ทะเลเด้ดซี(นึกภาพแล้วขนพองสยองเกล้ามากยิ่งกว่ารถแก๊ส1000คันระเบิดอีก) นักธรณีวิทยาคนอื่นได้สำรวจเพิ่มเติมแล้วพบว่าใต้ทะเลแถวๆ นั้นมีภูเขาไฟด้วย จึงไม่น่าแปลกอะไรที่ภูเขาไฟอาจระเบิดซ้ำเติม ทำให้มองเห็นภาพ "กำมะถันและไฟ" ซึ่งพวยพุ่งจากใต้ดินสูงขึ้นไปในอากาศแล้วหวนตกลงมาทำลายชาวเมืองอีกครั้งออกจะเป็นภาพที่น่าสยดสยองในสายตาของผู้พบเห็นในยุคนั้นยิ่งนัก จนไม่รูจะเปรียบเทียบกับอะไรดี นอกจากการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า
VDO สารคดีการค้นพบนคร Sodom and Gommorrah (27 นาที) หากไม่ได้นักธรณีวิทยาและนักโบราณคดีค้นคว้ากันอย่างใกล้ชิด เมืองในพระคัมภีร์ทั้งสองก็คงเป็นเมืองที่จมอยู่ในเงามืดตลอดกาล ไม่มีใครเชื่อว่ามีอยู่จริง เพราะไม่มีซากเหลือให้เห็นอีกเลย การค้นคว้าหาหลักฐานข้อเท็จจริงตามพระคัมภีร์จึงต้องพึ่งวิทยาการสมัยใหม่อยู่มากแต่เมื่อค้นคว้าแล้วก็ไม่ผิดหวัง คัมภีร์ไบเบิ้ลบางตอนจึงสามารถใช้เป็นประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ทีเดียว อันการที่เมืองถล่มทลายลงไปใต้ดินนี้ คนโบราณเขาบันทึกไว้เกือบทุกชาติ แสดงว่าในอดีต เคยมีเมืองถล่มมาแล้วทั่วโลกนับแต่ทวีปแอตแลนติสเป็นต้นมา ในพระเวทของอินเดียก็กล่าวถึงเมืองทวารกาที่จมลงไปใต้ทะเล อ้างอิง : arkdiscovery.com ,หนังสือ เปิดนครในตำนาน โดย ไดโนเสาร์ (แก่)
14 septembre ประมวลอัจริยะบุคลล : ตอน เลโอนาร์โด ดา วินชีเป็นอัจฉริยบุคคลที่มีความสามารถหลากหลายแห่งยุคเรอนาซองค์ (Renaissance) เป็นสมัยที่ฟื้นฟูความสนใจในการเรียนรู้วรรณคดีและศิลปะต่างๆเป็นการใหญ่อยู่ในระหว่าง พ.ศ. 1940-2140 นอกจากนั้นยังเป็นสมัยที่พวกผู้ดีมีสกุล มีความสนใจในประติมากรรมและสถาปัตยกรรมของชาวกรีกโบราณกันมากด้วย
ตัวเลโอนาโดนั้นก็เป็นทั้ง สถาปนิกแบบเรอเนซองส์ นักดนตรี นักกายวิภาค นักประดิษฐ์วิศวกร ประติมากร นักเรขาคณิต นักวาดภาพ งานของเขาเป็นประโยชน์กับแทบจะศาสตร์ เลโอนาร์โดทำให้เกิดจิตวิญญาณของสหวิทยาการ(interdisciplinary)
น้อยคนที่จะทราบว่าชื่อที่แท้จริงของเขาคือ " เลโอนาร์โด ดิ แซร์ ปีเอโร ดา วินชี " ซึ่งมีความหมายว่า "เลโอนาร์โด บุตรชายของปีเอโร แห่ง วินชี" "วีนชี vinci" คือหมู่บ้านหนึ่งในประเทศอิตาลีที่ซึ่งเป็นสถานที่ใกล้เคียงกับที่กำเนิดของเขาแต่เลโอนาร์โดเองก็มักจะลงลายเซ็นในงานของเขาอย่างง่ายๆว่า "เลโอนาร์โด" หรือไม่ก็ "ข้าเอง เลโอนาร์โด" เอกสารสำคัญส่วนใหญ่ระบุว่าผลงานของเขาเป็นของ เลโอนาร์โด โดยไม่มี ดา วินชี พ่วงท้าย ทำให้เข้าใจได้ว่าเขาไม่ได้ใช้นามสกุลของบิดาเนื่องจากเป็นบุตรนอกสมรสนั่นเอง
เลโอนาร์โดถือกำเนิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ.1452จนเมื่ออายุ 14ปี พ่อเขา เห็นพรสวรรค์ในการวาดภาพของเขา จึงส่งเขาไปฝึกงานกับ แอนเดรีย เดล เวร์รอคคีโอ ( Andrea del Verrocchio) ซึ่งในสมัยนั้นถ้าใครมุ่งมั่น ที่จะเป็นจิตรกรและประติมากรจะต้องเข้าไปฝึกฝนที่นี่ เมื่ออายุได้ 20ปี ก็เลื่อนชั้นขึ้นเป็นมาเอสโตร(ครูสอนศิลปะ)เขาก็ได้รับการไหว้วานให้ช่วยวาดภาพเทวทูตน้อยและปรากฏว่าเขาทำออกมาได้ดีจนกระทั่งตัวของ เวร์รอคคีโอผู้เป็นอาจารย์นั้นยอมรับและตัดสินใจเลิกวาดภาพไปทันที ผลงานศิลปะของเลโอนาร์โดนั้นมีมากมายและล้วนเป็นผลงานเลื่องชื่อ อาทิเช่น ภาพ Mona Lisa , The Last Supper , Vitruvian Man ฯลฯ เขาได้บันทึกแนวคิด จินตนาการ ข้อสังเกตและความรู้ ทั้งหลายที่เขามี ลงในสมุดที่มีความหนากว่า 1,000 หน้า สมุดบันทึกเล่มนั้น มีภาพของอาวุธสงครามประเภทต่างๆ เรือรบ มนุษย์กบ เทคนิคการป้องกันนํ้าท่วม วิธีสร้างปืนใหญ่เครื่องจักรไอนํ้า เฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ ร่มชูชีพ รถถัง เครื่องปรับอากาศ เกียร์ ใบพัดเครื่องบิน ฯลฯ นอกจากนั้นแล้ว ดาวินชียังได้พยายาม ศึกษาธรรมชาติของแสง สรีรวิทยาของมนุษย์และสัตว์ การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และคลื่นนํ้าอีกด้วย
โดยที่ภาพวาดต่างๆเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเทคโนโลยี หรือสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีใครรู้จักเลย ในยุคสมัย 500 ปีที่แล้ว ดังนั้นบุคคลต่างๆที่ได้ศึกษาสมุดบันทึกเล่มนี้ ต่างก็เห็นพ้่องกันว่าดาวินชี มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล เกินผู้่คนยุคนั้น เป็นเวลาหลายศตวรรษ คัดมา 10 อันดับสุดยอดผลงานได้แก่ :- ![]() เชื่อว่าชาวโลกน้อยคนนักที่จะไม่เคยผ่านตากับภาพวาดของบุรุษผู้นี้ นั่นก็คือภาพ "วิทรูเวียน แมน" ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ดาวินชีศึกษาสัดส่วนกายวิภาคมนุษย์อย่างละเอียด จนพิสูจน์ทฤษฎีบทของ "วิทรูเวียน"ผู้เป็นสถาปนิกยุคจักรวรรดิโรมันได้สำเร็จว่า "ร่างคนยืนกางแขนขาจะตกเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่สมบูรณ์เสมอ" และนับเป็นการเปิดประตูสู่ศาสตร์กายวิภาคครั้งสำคัญ
![]() นักคิดส่วนมากในสมัยของดาวินชีนั้นมีความเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่าซาก ฟอสซิลของพวกหอย ปู ปลาหมึกต่างๆที่พบบนยอดเขานั้นเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากการเกิดน้ำท่วมครั้ง ใหญ่ แต่ดาวินชีกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาตั้งข้อสงสัยไว้ว่าภูเขาเหล่านั้นจะต้องเคยเป็นชายฝั่งมาก่อน ก่อนที่จะค่อยๆยกตัวสูงขึ้นๆในเวลาต่อมา และผลการศึกษาต่อมาจนจึงปัจจุบันก็ยอมรับแล้วว่าแนวคิดของเลโอนาร์โดนั้นถูกต้อง
![]() แน่นอนว่ารถที่ดาวินชีพยายามสร้างไม่สามารถวิ่งเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อ ชั่วโมงเหมือนรถเฟอร์รารี่ แต่ถ้าคิดว่าเป็นรถที่อยู่ในสมัยนั้นก็ต้องจัดว่าไฮเทคล้ำยุคสุดๆ เพราะรถที่มีตัวถึงทำจากไม้คันนี้ สามารถแล่นขับเคลื่อนด้วยตัวมันเองด้วยแรงส่งและการทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ระหว่างสปริงและเกียร์ที่ล้อ เมื่อปี 2547 นักวิทยาศาสตร์ประจำพิพิธภัณฑ์ในเมืองฟลอเรนซ์ทดลองสร้างแบบจำลองรถรุ่นนี้ ตามแบบที่ดาวินชีร่างเอาไว้และพบว่าวิ่งได้จริง
![]() ยุคสมัยหนึ่ง ดาวินชีอาศัยอยู่ในนครมิลานท่ามกลางสภาพการแพร่ระบาดของโรคร้าย เขาจึงคิดออกแบบผังเมืองใหม่ให้มีความสะอาด เป็นระเบียบ ถูกสุขอนามัย อาทิ เขียนแบบให้เมืองในอุดมคติเมื่อหลายร้อยปีก่อนแห่งนี้มี "ระบบระบายอากาศ" เพื่อดึงอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ตัวเมือง และมีระบบระบายน้ำเสีย (สุดยอดมาก จอร์จ)
![]() ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะลงความเห็นตรงกันว่ามันไม่มีทางที่เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะบินขึ้นจากพื้นได้ แต่ "เฮลิคอปเตอร์" ใน แบบของดาวินชีก็ยังคงถูกจัดให้เป็นหนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขา เครื่องกลที่ชวนให้สงสัยนี้ดูเหมือนว่าจะถูกออกแบบให้ทำงานโดยใช้คนสี่คนมาหมุน มันพร้อมกัน รวมทั้งน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากกังหันลมซึ่งเป็นของเล่นที่นิยมกันในสมัยนั้นด้วย
อันดับ 6 ปืนใหญ่ 3 ลำกล้อง (The Triple-Barreled Cannon)
![]() แม้ประวัติของดาวินชีจะเกลียดสงคราม มีลักษณะเป็น "นักคิด" มากกว่า "นักรบ" แต่ในใจของเขาก็ยังฝันถึงการคิดค้นงานด้านวิศวกรรม หนทางเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้ คือ การออกแบบอาวุธสงครามเพราะได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจมากที่สุด หนึ่งในผลงานการออกแบบอาวุธ ได้แก่ ปืนใหญ่ที่มีอานุภาพที่มีลำกล้องติดกันถึง 3 กระบอก เหมือนกับที่เห็นในภาพ
อันดับ 7 เครื่องร่อน (The Winged Gilder) ![]() ภายในคลังจินตนาการอันไม่มีที่สิ้นสุดของดาวินชีนั้น มี "เครื่องกลบินได้" รวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก รวมถึง "เครื่องร่อน" ซึ่งตรงบริเวณปีกมีแผ่นบังคับเปิด-ปิดควบคุมทิศทางได้หรือที่ปัจจุบันเรียก ว่า "แฟลบ" และในตัวเครื่องร่อนยังมีเกียร์ควบคุมความเร็วที่นั่งติดอยู่ด้วย
อันดับ 8 สะพานชักรอก (The Revolving Bridge)
![]() ดาวินชีออกแบบสะพานสำหรับใช้ในการเคลื่อนพลผ่านพื้นที่ในสมรภูมิทุรกันดาร ต่างๆ เช่น การยกพลข้ามแม่น้ำ ตัวสะพานดังกล่าวมีระบบชักรอกและสายพาน ทำให้ทหารกางออกมาใช้งานและชักรอกเก็บได้อย่างรวดเร็ว เป็นหนึ่งในเครื่องจักรทุ่นแรงอีกหลายชนิดจากการคิดค้นของดาวินชี
อันดับ 9 ชุดดำน้ำ (Scuba Gear) ![]() ผลพวงจากการที่ดาวินชีหลงใหลในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นที่มาของการออกแบบอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการดำน้ำขึ้นมาหลาย ชนิดในจำนวนนี้ รวมถึงเรือดำน้ำ และชุดประดาน้ำที่ตัวชุดทำจากหนังและเชื่อมต่อกับท่อและโลหะทรงกลมซึ่งทำ หน้าที่เป็นเหมือนสนอร์เกิ้ล หรือหน้ากากดำน้ำยุคปัจจุบัน นอกจากนั้น ชุดดำน้ำชุดนี้ยังมีถุงเก็บปัสสาวะด้วย แสดงให้เห็นถึงความรอบคอมในการออกแบบ
อันดับ 10 เทคนิคการเขียนกลับทาง (Mirror Writing) ![]() เทคนิคการเขียนตัวอักษรย้อนกลับทิศทางจากตัวหลังไปตัวหน้าของดาวินชี สร้างข้อถกเถียงให้กับนักวิชาการจนถึงวันนี้ ว่า เป็นวิธีการเข้ารหัสแบบโบราณที่เขาสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นๆ ลอบอ่านและขโมยข้อมูลในบันทึกส่วนตัว หรือจริงๆแล้วเป็นเพียงเพราะดาวินชี "ถนัดซ้าย" จึงคิดวิธีเขียนกลับหลังแบบนี้เพื่อไม่ให้น้ำหมึกเปื้อนมือกันแน่
ตัวของเลโอนาร์โดเองนั้นก็จัดว่าเป็นบุคคลลึกลับอยู่พอสมควร ไม่ปรากฏว่าเขาใช้ชีวิตสมรสหรือมีหญิงคนรักแต่อย่างใดทำให้คนส่วนหนึ่งเข้าใจว่าเขาเป็นพวกเกย์และมีไม่น้อยที่คิดว่ารูปวาดโมนาลิซ่านั้นคือการวาดรูปตนเองในลักษณะเพศหญิงของตัวเลโอนาร์โดเอง ด้วยความเป็นอัจฉริยะและความลึกลับซับซ้อนในตัวของเขานั่นเองทำให้หนังสือ "The Davinci Code" มีการอ้างถึงว่าเลโอนาร์โดนั้นเป็นหนึ่งในประมุขแห่งเดอะไพรเออรี่ออฟไซออน (the Priory of Sion) ซึ่งยังเป็นที่กังขากันอยู่ว่าเป็นเพียงจินตนาการของ แดน บราวน์ ผู้เขียนหรือมีข้อเท็จจริงรวมอยู่ด้วย .......
6 septembre ความในใจของ นกขมิ้นแล้วมันก็เป็นไป...
ฉันรู้สึกตัวเองช่างเห็นแก่ตัวนัก อยากทำอะไรได้มากกว่านี้ วันนี้จึงจะเป็นการอัพสเปสเฉพาะกิจเพื่อคนคนนึง คนที่ตลอดเวลาฉันรับรู้ได้ถึงความจริงใจและอาทรที่มีให้เสมอมา และบัดนี้ในยามที่มรสุมโหมกระหน่ำเรือลำน้อยที่บรรทุกผู้คนซึ่งล้วนเป็นมิตรเป็นพี่เป็นน้องมาเต็มลำนั้นต้องเคว้งคว้างไร้ทิศทาง ด้วยว่าคนถือหางเสือและคุมพังงาเรือนั้นไร้สามารถซ้ำยังใจแคบ
พวกเรามีพายคนละอันในการที่จะช่วยกันพายเรือลำนั้นให้พ้นพายุ และ"เขา"ดูเหมือนพายของเขานั้นจะหนาหนักกว่าของคนอื่นๆ อยู่สองสามเท่าตัว นอกจากจะไม่ได้รับเครื่องทุ่นแรงในการพายแล้วยังถูกแส้หวายเฆี่ยนตีลงฑัณท์อย่างไร้เหตุผล
ฉันทำได้เพียงหันไปมองและส่งกำลังใจทั้งมวลเท่าที่ฉันจะรีดเค้นออกจากตัวของฉันนั้นให้กับเขา ฉันอยากจะเยียวยาและผ่อนแรงของเขาบ้างแต่จนใจว่าความรู้ความสามารถของฉันนั้นไม่อาจจะให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือใดๆ กับงานซึ่งต้องอาศัยความรู้ความสามารถเฉพาะด้านเช่นนั้น และโดยเฉพาะเส้นใยบางๆ ที่มองไม่เห็นเส้นหนึ่งที่ฉันไม่อาจก้าวล้ำข้ามไปจึงทำได้เพียงยืนชิดอยู่ริมเส้นเพื่อว่าเขาจะได้เห็นยามเพื่อหันหน้ามา....
เพลงที่บรรเลงนั้นฉันหมายแทนความรู้สึกในใจของเขาที่มีต่อเรือและเจ้าของเรือที่เราช่วยกันพายอยู่นี้ ขอให้รับรู้ว่าฉันรู้ว่าเขาเหนื่อยเพียงไหน
วันนี้ฉันอ่านบทกลอน(ประหลาด)บทหนึ่งซึ่งได้ถูกเพิ่มเติมจนสมบูรณ์ ฉันจึงขอมอบบทกลอนนี้ให้กับเขาเพราะสำหรับฉันแล้วเขาคือชายคนที่บรรเลงเพลงขลุ่ยให้กับ"นกขมิ้น" อย่างพวกฉัน
--- นกขมิ้น ----
เขาคลอขลุ่ยครวญเสียงเพียงแผ่วผิว
ชะลอนิ้วพลิ้วผ่านจากมานหมอง โอดสะอื้นอ้อยอิ่งทิ้งทำนอง เป็นคำพร้องพริ้งพรายระบายใจ โอ้ดอกเอ๋ยเจ้าดอกขจร
นกขมิ้นเหลืองอ่อน จะนอนไหน ค่ำลงแล้วแนวพนาและฟ้าไกล เจ้านอนได้ทุกเถื่อนท่าไม่อาทร แล้วหวนเสียงเรียงนิ้วขึ้นหวิวหวีด
เร่งอดีตดาลฝันบรรโลมหลอน ถี่กระชั้นสั่นกระชากใจจากจร ระเรื่อยร่อนเร่มาเป็นอาจิณ โอ้ใจเอ๋ยอ้างว้างวังเวงนัก
ไร้แหล่งพักหลักพันจะผันผิน เพิ่มแต่พิษผิดหวังยังย้ำยิน ระด่าวดิ้นโดยอนาถแทบขาดใจ ข้าเคยฝันถึงฟ้ากว้างกว่ากว้าง
ฝันถึงปางทับเปลี่ยวเรี่ยวน้ำไหล ถึงช่อเอื้องเหลืองระย้าคาคบไม้ ในแนวไพรนึกเหมือนเป็นเพื่อนเนา รู้รสแรงแห่งทุกข์และสุขสิ้น
บนแผ่นดินแผ่นเดียวเปลี่ยวและเหงา จิบน้ำใจจนทั่วเจียนมัวเมา ไร้ร่มเงารังเรือนและเพื่อนตาย เขาเคลียนิ้วเนิบนุ่มเสียงทุ้มพร่า
เหมือนหวนหาโหยไห้น่าใจหาย เจ้าขมิ้นเหลืองอ่อนนอนเดียวดาย จะเหนื่อยหน่ายหนาวน้ำค้างที่กลางดง เสียงฉับฉิ่งหริ่งรับขยับเร่ง
จะพรากเพลงเพื่อนยินสิ้นเสียงส่ง เขาเบือนนิ้วผิวแผ่วแล้วราลง เสียงนั้นคงเน้นครางอย่างห่วงใย เจ้าดอกเอยดอกขจรอาวรณ์ถวิล
นกขมิ้นเหลืองอ่อนจะนอนไหน เขาวางขลุ่ยข่มน้ำตาว้าเหว่ใจ ตอบไม่ได้ดอกหนาข้าคนจร (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) |
|
|