Buakao's profile╭❤╯╰❤╮ Sirame-orn ஐ·....PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
|
December 29 เลมูเรีย (มู) : มหาทวีปที่สาปสูญ (ภาคจบ) จุดจบคือจุดเริ่มต้น ในหายนะย่อมมีการกำเนิดใหม่ :- ส่วนของแผ่นดินมู ที่ไม่ได้จมน้ำที่เรารู้จักในปัจจุบันนี้คือ หมู่เกาะทะเลใต้ (South Pacific Island) และผู้อยู่อาศัยบนเกาะนี้บางส่วน สามารถอ้างได้ว่าเป็นบรรพบุึรุษอันห่างไกล หรือไม่ก็ส่วนนึงของประชากรของดินแดนมู ภูเขาไฟระเบิดและคลื่นยักษ์ที่กลืนกินมูลงใต้ท้องน้ำในชั่วข้ามคืน หลายวันผ่านไป บรรยากาศรอบๆ เริ่มจะคลี่คลายลง กลุ่มหมอกและควันพิษค่อยๆ จางลง แสงอาทิตย์แทรกผ่านหมู่ม่านแห่งเมฆหมอก หมู่เกาะที่ก่อตัวขึ้นมาใหม่นี้ถูกกลุ้มรุมไปด้วยหญิงชายที่หวาดกลัว ผู้ซึ่งไม่แน่ใจว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสารยิ่งนัก พวกเขาเป็นผู้รอดชีวิตจากความหายนะครั้งยิ่งใหญ่ของโลก หลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกที่มีชื่อเสียงในคัมภีร์ไบเบิล จินตนาการถึงผู้คนที่สิ้นหวัง บ้างยืนประสานมือพิงกันไ่ม่ไหวติง จ้องมองไปที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นทวีปอันยิ่งใหญ่ แผ่นดินที่สวยงามนั้นได้กลายสภาพเป็นอะไรหรือ ? แผ่นดินผืนนั้นได้นอนสงบนิ่งอยู่ภายใต้ผืนน้ำของมหาสมุทรแปซิฟิก ที่ซึ่งเคยถูกปกครองด้วยมนุษย์ ได้กลายเป็นที่อยู่อาศัยของมวลหมู่ปลา เป็นที่สิงสถิตย์ของสิ่งลึกลับและสิ่งมีชีวิตเลื้อยคลานที่น่ากลัวอื่นๆ สาหร่ายทะเลงอกงามในที่ที่เคยมีดอกไม้ชูช่อสู้แสงอาทิตย์ หินปะการังก่อตัวสร้างแนวหินในที่ที่มนุษย์เคยบรรจงสร้างพระราชวัง ![]() ผู้คนจากจำนวนสิบๆ ล้านที่เคยเนืองแน่ ถนนของดินแดนสูญหาย กลับเหลือเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่ยังคงอยู่บนหมู่เกาะที่ก่อตัวขึ้นใหม่ ซึ่งปราศจากสิ่งมีชีวิตอื่น ทุกสิ่งทุกอย่างได้สูญสิ้น ยังจะมีอะรเหลือไว้ให้พวกเขาอีก ไม่มีอะไรนอกจากความหิยโหยและความยากลำบากที่กำลังคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ พวกเขาต้องเบียดเสียดกันอยู่บนพื้นที่เล็กๆ ที่ห่างจากแผ่นดินใหญ่เป็นระยะทางหลายพันกิโลเมตร โดยไม่มีเรือหรืออาหาร ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ใครๆ คงจะจินตนาการได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เป็นที่แน่นอนว่า หลายคนสิ้นหวังและคงเสียสติด้วยความตกใจกลัวบ้างก็สวดมนตร์อ้อนวอน ขอความตายเพื่อปลดปล่อยพวกเขาจากความตึงเครียดที่เกินจะทนทานนี้ มีเพียงหนทางเดียงที่จะทำให้พวกอยู่รอด นั่นก็คือ กลับไปปฏิบัติตนในวิถีทางอันป่าเถื่อนที่สุด ดำรงชีวิตให้อยู่รอดโดยการใช้พวกเดียวกันเป็นอาหาร หนังสัตว์ที่เหลืออยู่และใบไม้ต้องกลายเป็นเครื่องนุ่งห่ม หินหอกและธนูเป็นอาวุธในการต่อสู้ทั้งเพื่อป้องกันตัวและใช้ในการรุกราน เครื่องมือสำหรับตัดของพวกเขาต้องถูกออกแบบจากหินแข็งและเปลือกหอย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ พวกเขาจะเอาหารมาจากที่ใด ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าหลายคนที่ต้องจบชีวิตลงจากการไร้ที่กำบัง ดดนแสงแดดแผดเผา หรือจากความกลัวและความหิว เมื่อพวกเขาจบชีวิตลง ร่างกายของเขาก็ได้กลายมาเป็นอาหารของผู้ที่ยังรอดชีวิต นี่เองเป็นจุดเริ่มต้นของมนุษย์กินคนและคนป่าที่ดุร้าย ผู้รอดชีวิตที่มาจากอารยธรรมที่เจริญสูงสุดต้องลดตัวเองลงมาสู่ความป่าเถื่อนขั้นสุดที่ได้รับสืบทอดมาเป็นเวลาหลายยุคหลายสมัย ![]() หลายคนคงจินตนาการถึงความขยะแขยงที่ผู้คนซึ่งมีอารยธรรมจะรู้สึกได้ในการที่ต้องบังคับตัวเองให้กินอาหารอย่างนั้น หลายคนคงเสียชีวิตก่อนที่จะบังคับตัวเองให้รับอาหารนั้นเข้าไป อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านไปหลายรุ่นอายุคน ชาวเกาะที่น่าสงสารเหล่านั้นก็ค่อยๆ ตกต่ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่งธรรมเนียมประเพณีอันสวยงามของพวกเขาที่เคยถูกสืบทอดสู่ชนรุ่นหลังก็ได้ถูกลืมในที่สุด ความยิ่งใหญ่ที่พวกเขาเคยมีเคยเป็น ได้ถูกลบเลือนไปจากจิตใจของพวกเขา ทุกอย่างได้หมดสิ้นไปราวกับที่ผืนน้ำได้ทรยศต่อดินแดน มู และลบล้างผืนดินอันยิ่งใหญ่ แม้อดีตจะถูกลืมดดยชาวเกาะ สัญลักษณ์ต่างๆ ก็ยังคงมีปรากฏให้เห็น เพื่อเป็นหลักถานที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต อาณาจักรที่เป็นเมืองขึ้นของมูนั้น ยังคงยึดถือารยธรรมของแผ่นดินแม่ แต่เมื่อปราศจากความช่วยเหลือและสนับสนุนจากแผ่นดินแม่แล้ว อารยธรรมนั้นก็ค่อยๆ เสื่อมและดับวูบลงในที่สุด อารยธรรมใหม่ได้เกิดขึ้นจากเถ้าถ่านของอารยธรรมเก่านั่นเอง ความรู้คำสอนทางจิตวิญญาณศาสนธรรมโบราณของทวีปมู ดวงจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นคนๆหนึ่งนั้น มีชีวิตอยู่แล้วก็ตายไปจากชีวิตนั้น วนเวียนไปอยู่ชั่วกัลปวสาน มีเพียงความมืดเป็นฉากคั่นระหว่างจากชีวิตเก่าไปยังชีวิตใหม่ หากคุณสูญเสีย พ่อ แม่ ญาติคนที่รัก สามี ภรรยา ฯลฯ คุณอย่าได้คร่ำครวญเสียใจฟูมฟาย ร่ำไห้ ตีอกชกตัวจนเกินไปนัก เพราะไม่นานคุณจะได้พบพวกเขาอีก พลังงานของดวงวิญญาณเขาเหล่า นั้นไม่เคยสิ้นสูญ วิญญาณเพียงแต่กลับไปรอฟื้นคืนพลังงานรอบใหม่ ณ จุดศูนย์กลางพลังงานของธรรมชาติจิตวิญญาณสากล แล้วก็กลับมาเกิดใหม่อีกเมื่อรอบใหม่มาถึง ด้วยอาศัยเหตุปัจจัย วิบาก วาสนา ที่เคยได้กระทำด้วยกันไว้เดิม คุณจะได้เจอผู้ที่เคยผูกพันใหม่ ในรูปแบบใหม่ รูปกายใหม่ และเงื่อนไขความสัมพันธ์ใหม่ ที่เกาะเกี่ยวสัมพันธ์กันไปในหมู่ญาติวงศ์ หรือผู้คนรอบข้าง เพื่อต่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย มีชะตากรรมวนเวียนประสบกันจนแทบไม่มีจุดสิ้นสุด" เมื่อพลังงานของความเกี่ยว เนื่องใกล้ชิดผูกพัน ค่อยๆเลือนหายไป ดวงวิญญาณนั้นไปสู่ที่อื่นที่มีสัมพันธ์ ชาติแล้วชาติเล่า ไม่มีที่สิ้นสุด ทุกคนในโลกพ่อแม่เป็นพี่น้องกัน เป็นคำกล่าวที่คงไม่เกินเลยความจริงไป มนุษย์ใช้ชีวิตมาแล้วไม่ถ้วน ชั่วกัลปวสาน ดวงจิตวิญญาณที่แสวงหาไปยังร่างกายต่างๆกัน ชีวิตแตกต่างๆกันแต่ละภพชาติ มนุษย์มิได้ทราบว่าเมื่อครั้งก่อนเคยเป็นอย่างไร ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงไหนเวลาใดมาบ้าง แม้บางหนบางครั้งปรากฏเป็นภาพนิมิต บางครั้งเป็นภาพฝันแต่ก็มีสามารถชี้ชัดลงไปได้ว่าปมแห่งดวงจิตห้วงเวลานั้นๆ ที่ผันผ่านเป็นเช่นไร ดวงจิตวิญญาณ บางเวลา บางสถานที่ของโลกเรียกว่า อาตมัน คำว่า อาตมัน หรือ อาตมา รวมมาจากคำว่า อัตตา(ตัวตน) + มนะ(หรือ มนัส ใจ-มโน) แปลว่า ตัวตนที่มีใจครอง ของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม คือกระบวนการพัฒนาวิวัฒน์คุณธรรมทางจิตวิญญาณ ไปตามวิถีทางที่ควรจะเป็น เพื่อสู่พรหมัน หรือนิรวาณ หรือนิพพาน ดวงจิตวิญญาณ เสมือนระลอกคลื่นในทะเล เมื่อประจักษ์แท้ความจริงแท้ว่า ตัวมันมิใช่ระลอกคลื่นทว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งมหานที สภาพไร้ตัวตน สภาพที่ไม่มีจุดเริ่ม จุดสิ้นสุด ไม่มีเสื่อมสลาย ห้วงมรรณพที่ไม่มีเกิด ไม่มีดับ ชั่วนิรันดร ดวงจิตวิญญาณนั้นย่อมพบทางถอดถอนออกจากการเกิด แก่ เจ็บ และตาย การค้นพบอารธรรมโบราณและมหาปิรามิดใต้มหาสมุทรแปซิฟิก December 28 เลมูเรีย (มู) : มหาทวีปที่สาปสูญ (ภาคต่อ)
แผ่นจารึกโตรอาโนเขียนที่ยูคาตังโดยชาวมายา เิอกสารอีกฉบับหนึ่งที่ยืนยันเรื่องราวของแผ่นจารึกศักดิ์สิทธิ์และเรื่องราวของวัลวิกิ คือ แผ่นจารึกโตรอาโน(Troano) ซึ่งขณะนี้อยู่ที่พิพิธภันฑ์ในอังกฤษ แผ่นจารึกโตรอาโนนี้เป็นซึ่งเป็นคัมภีร์มายาโบราณ เขียนขึ้นในยูกาตัง(Yucatan) หนังสือกล่าวถึงดินแดนแห่งมู โดยใช้สัญลักษณ์เดียวกับที่เราพบเห็นในอินเดีย ,พม่า และไอยคุปต์ บันทึกอ้างอิงโบราณอีกฉบับหนึ่งก็คือ จารึกโคเด็กซ์ คอร์เตซิอานุช (Codex Cortesianus) ซึ่งเป็นคัมภีร์มายาโบราณอีกเล่มหนึ่งที่มีอายุใกล้เคียงกับแผ่นจารึกโตรอาโน และยังมีบันทึกแห่งเมืองลาซา (Lhasa Record) รวมทั้งบันทึกอื่่นๆ อีกเป็นจำนวนร้อยจากไอยคุปต์ กรีก อเมริกากลาง เม็กซิโก และอักขระขนหน้าผาทางรัทางตะวันตกโมอัยบนเกาะอีสเตอร์ ตองกาตาบู ซุ้มประตูหินบนเกาะตองกา
ตองกา ตาบู (Tonga tabu) ตางกา– ตาบู คือ เกาะหินปะการังในหมู่เกาะตองกา ไม่มีชิ้นส่วนของหินธรรมชาติ มีเพียงหินปะการังเท่านั้น มี อนุสาวรีย์หินขนาดใหญ่ ที่สร้างขึ้นในลักษณะของซุ้มประตู ประกอบด้วยเสาตั้งตรง 2 เสา มีน้ำหนักเสาละ 70 ตัน เสา 2 เสา นี้ เชื่อมติดกับหินส่วนบน ซึ่งหนัก 25 ตัน และไม่มีหินบนเกาะนี้ คิดว่า นำมาจากที่อื่น ระยะทางประมาณ 220 กิโลเมตร ทำให้มีการคาดเดาว่า คนโบราณใช้เรือชนิดใด ขนหินที่มีน้ำหนักมาขนาดนั้น และใช้เครื่องมือชนิดใดในการติดตั้งเสาบนพื้นที่แห่งนี้ หมู่เกาะคุก (Cook group) หมู่เกาะคุก ตั้งอยู่ทางใต้ของอาวาย ประมาณ 40 องศา อยู่ครึ่งระหว่าง ตาฮิติ และ ฟิจิ มีเกาะ 2 เกาะ เกาะแรกคือ เกาะ ราราตองกา (Raratonga) บนเกาะนี้มีส่วนเล็ก ๆ ของถนนที่ได้กล่าวไว้ในจารึก หมู่เกาะ อีสเตอร์ และตำนาน เกาะที่ 2 คือ เกาะ แมนเจีย อยุ่ใต้สุดของหมู่เกาะคุก มีขนาดใหญ่ครึ่งหนึ่งของเกาะอีสเตอร์ บนเกาะมีชิ้นส่วนที่คล้ายคลึงกับที่มีอยู่บนเกาะอิสเตอร์ แต่ไม่มีร่องรอยการขุด เจาะ คิดว่าชิ้นส่วนนี้ ถูกนำมาจากที่อื่น Uxmal (ยูคาตัง-เม็กซิโก) Xochicalco Pyramid เม็กซิโก ![]() ![]() ซากสิ่งก่อสร้างที่ปานาเป และ ซากสิ่งก่อสร้างที่เกาะไทเนียน ปานาเป (Panape)
เกาะนี้มีซากที่ถือว่าสำคัญที่สุดในหมู่เกาะทะเลใต้
มีซากปรักหักพังของวิหาร โครงสร้าง ขนาดกว้าง 18 เมตร ยาว 90 เมตร กำแพง
ตั้งอยู่ สูง 9 เมตร หนา 1.5 เมตร
บนกำแพงมีร่องรอยรูปสลักลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ ของแผ่นดินแม่
มีทางเจาะผ่านกำแพง เข้าไปภาย มีลานสี่เหลี่ยม เป็นห้องศูนย์กลางของปิรามิด เกาะคูไซ (Kusai Island) พบซากนี้ คล้ายเกาะ ปานาเป แต่ไม่ได้มีรายละเอียดมาก มีสิ่งก่อสร้างสูงประมาณ 10 เมตร ชาวพื้นเมืองระบุว่า “ชนที่เคยอาศัยบนเกาะนี้นั้นมีพลังอำนาจสูง พวกเขามีเรือใหญ่ที่สามารถเดินทางไกลมาก ๆ ได้ จากตะวันตกสู่ตะวันออก ต้องใช้ระยะเวลาหลายรอบของดวงจันทร์” ข้อความนี้พ้องกับ บันทึกของ วัลมิกิ “ชาวมายาเป็นนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีเรือสามารถเดินทางจากตะวันออกสู่ตะวันตกของมหาสมุทร และจากทางใต้สู่ทางเหนือของท้องทะเล” หมู่เกาะกิลเบิร์ต และมาร์แชล (The Gilbert and Marshall Groups) บนเกาะนี้ หลายเกาะที่ประกอบกันเป็นหมู่เกาะทั้งสองนี้ มีการค้นพบ ปิรามิด ทรงผอม สูง สร้างด้วยหิน ชนพื้นเมือง ใช้เครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ ของแผ่นดินแม่ เป็นเครื่องประดับ โดยไม่ทราบว่า พวกเขาได้แบบอย่างนี้มาจากไหน หมู่เกาะคาโรไลน์ (Caroline Group) จากเกาะนี้ ไม่มีสิ่งที่ค้นพบที่ไหนที่น่าอัศจรรย์ เท่าบนหมู่เกาะคาโรไลน์ คือ หมู่เกาะตั้งอยู่เป็นระยะทางการเดินทางของดวงจันทร์ 1 ครั้ง จากพม่า ซึ่งตามจารึก นาอะคัล และวัลมิกิ เคยเป็น ที่ตั้งของแผ่นดินแม่ของมนุษยชาติ จุดที่อพยพกลุ่มแรกสู่พม่า และอินเดียได้จากมา หมู่เกาะคิงส์มิลล์ (Kingsmill Island) เกาะ ตาปิโต 1 ในหมู่เกาะนั้น พบปิรามิด ทรงผอมสูง แบบเดียวกับที่พบในเหมู่เกาะกิลเบิร์ต และมาร์แชล หมู่เกาะนาวิเกเตอร์ (Navigator Island) พบสิ่งก่อสร้างเป็นหินมากมายบนหูม่เกาะเหล่านี้ 1 ในนั้นมีสิ่งก่อสร้างเป็นแท่นสร้างจากหินภูเขาไฟ เส้นผ่านศุนย์กลาง 45 เมตร สูง 6 เมตร หมู่เกาะลาโดรเน หรือ มาเรียนา (กวม) (Ladrone, or Mariana Group (Guam)) มีสิ่งก่อสร้าง เป็นแท่งหิน และเสาหินทรงปิรามิด สูง ประมาณ 6 เมตร หมู่เกาะ มาร์ควีซัน (The Marquesans) มีซากปรักหักพัง อยู่บ้าง แม้จะมีอารยธรรมที่หลงเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าใต้ทะเลเราจะเจออะไรกันบ้าง คิดว่าคงมีไม่น้อยเลยทีเดียว จากการถูกทับถมเป็นเวลาหลายพันปี อารยธรรมเหล่านี้แม้จะสูญสลายไปตามกาลเวลา แต่คุณค่าทางจิตใจ ของมนุษย์ก็ยังคงอยู่ จากการจารึก จากมนุษย์ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่คนยุคหลัง ๆ ได้แต่เพียงสันนิฐานเท่านั้น เกาะเล เล (Lele Island) ถูกแยกออกจากเกาะ คูไซโดยช่องแคบ ทั่วเกาะมีสิ่งก่อสร้างเป็นหินเรียงกัน ล้อมรอบด้วยกำแพง ภายในห้องมี ถ้ำที่ทำเอง และทางเดินลับมากมาย ชาวพื้นเมืองบนเกาะนี้ เกลียดชังชนผิวขาวมาก พวกเขาเคยเป็นมนุษย์กินคน ที่ร้ายกาจ
เราพบว่าทวีีปที่เรากล่าวถึงนี้เป็นประเทศที่มีอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลที่แผ่ขยายตั้งแต่ตอนเหนือของฮาวายถึงตอนใต้ อาณาเขตทางตอนใต้ของทวีปนี้คือ หมู่เกาะอิสเตอร์ และฟิจิ มีระยะจากทิศตะวันออกถึงทิศตะวันตกกว่า ๘,๐๐๐ กิโลเมตร และจากทิศเหนือถึงทิศใต้มีระยะทางกว่า๔,๘๐๐ กิโลเมตร ทวีปนี้ประกอบไปด้วยผืนดิน ๓ ผืนที่ถูกแบ่งแยกออกมาจากกันด้วยช่องแคบหรือทะเล เมื่อลองนึกวาดภาพทวีปมูตามคำพรรณาที่เขาตีความได้จากจารึกต่างๆ นับน้อนไปเป็นเวลาหลายพันกว่าปี จนสุดขอบของช่วงประวัติศาสตร์ มีทวีปอันยิ่งใหญ่ทวีปหนึ่งตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแปซิฟิก มันเป็นประเทศในเขตร้อนที่ "สวยงาม" ที่มี "ที่ราบอันกว้างใหญ่ไพศาล" หุบเขาและที่ราบถูกปกคลุมไปด้วยพืชผักเมืองร้อนที่อุดมสมบูรณ์ยิ่ง ไม่มีภูเขาแม้สักลูกที่จะทอดตัวผ่านสวรรค์บนดินผืนนี้เนื่งอจากในช่วงเวลานั้นภูเขายังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาบนผืนโลก แผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์นี้ ถูกตัดผ่านด้วยสายน้ำที่ไหลระเรื่อยเป็นลำธารและแม่น้ำหลากหลายสาย ก่อให้เกิดเส้นสายของน้ำอันคดเคี้ยวที่ให้ความสวยงามอย่างประหลาดรอบๆ เนินเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า รวมทั้งตัดผ่านทั่วทั้งที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ พฤษชาติอันงดงามได้ปกคลุมผืนแผ่นดินแต่งแต้มสีให้กับหมู่มวลต้นไม้ ต้นปาร์ลมที่สูงสง่าแม่น้ำได้ทอดตัวออกเป็นทะเลสาบที่มี "ดอกบัว" ศักดิ์สิทธิ์นับหมืื่นนับแสนดอกรายล้อมอยู่โดยรอบ ประดับประดาผิวน้ำที่เป็นประกายดุจอัญมณีหลากสีที่ล้อมรอบผืนน้ำสีเขียวมรกต เหนือแม่น้ำที่ไหลเย็น ผีเสื้อ ปีฉูดฉาดโผผินอยู่ตามเงาของต้นไม้ ...ฯลฯ ทวีปอันยิ่งใหญ่ คับคั่งไปด้วยชีวิตที่ร่าเริงและมีความสุขโดยมีมนษย์ กว่า ๖๔,๐๐๐,๐๐๐ คน เป็นผู้ปกครองสูงสุดทุกชีวิตอาศัยร่วมกันอย่างมี ความสุขบนบ้านอันยิ่งใหญ่ ที่สวยสดงดงาม "ถนนหนทางอันกว้างใหญ่และราบเรียบ ทอดยาวไปทุกทิศทางราวกับเส้นของไยแมงมุม แผ่นหินที่นำมาสร้างถนน นั้นช่างราบเรียบ และชิดติดกันจนต้นหญ้าไม่สามารถเล็ดลอดระหว่างแผ่นหินได้ ในขณะนั้นประชากรทั้ง ๖๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ประกอบไปด้วยผู้คน ๑๐ เผ่าพันธุ์ หรือ ๑๐ กลุ่ม แต่ละเผ่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่อยู่ภายใต้ การปกครองเดียวกันหลายชั่วอายุคนก่อนหน้านี้ ผู้คนได้เลือกกษัตริย์และได้ตั้งชื่อของพระองค์ โดยมีชื่อ รา เป็นชื่อหน้า จากนั้น พระองค์ได้กลายเป็นผู้นำที่มีอำนาจศักดิ์์สิทธิ์ และองค์จักรพรรดิภายใต้ชื่อ รามู และจักรวรรดิได้รับสมญานามว่า ราชอาณาจักรแห่งดวงอาทิตย์ ทุกคนในราชอาณาจักรนับถือ ศาสนาเดียวกัน ซึ่งบูชาอำนาจพระผู้เป็นเจ้าผ่านสัญลักษณ์ ต่างเชื่อในความเป็นอมตะของดวงวิญญาณที่ว่า ดวงวิญญาณจะกลับไปสู่แหล่งอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่จากมาในที่สุด สิ่งที่ยิ่งใหญ่คือ ความเคารพนับถือต่อพระผู้เป็นเจ้าที่พวกเขามี พวกเขาไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยพระนามของพระองค์ ในบทสวดมนต์และในบทภาวนา พวกเขาจะอ้างถึงพระผุ้เป็นเจ้าโดยใช้สัญลักษณ์ รา ผู้เป็นเทพแห่่งดวงอาทิตย์ ได้เป็นคำที่ถูกใช้แทนพระองค์ในทุกโอกาส รา-มู ภาพวาดจากจินตนาการ (ไม่มีบันทึกชัดเจนว่ารามูคือเพศใด) ตาม หลักฐานที่ปรากฏในบันทึก แผ่นจารึก และประเพณี การถือกำเนิดของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นบนดินดินแห่งมู และด้วยเหตุนี้ มู จึงมีอีกชื่อหนึ่งคือ แผ่นดินแห่งกุย(Land of Kui)* อารามหินปราศจากหลังคาที่ถูกสลักอย่างสวยงามประดับประดาเมืองทั่วไป ความไม่มีหลังคานี้ มีจุดประสงค์เพื่อให้รังสีแห่ง รา สาดส่องลงมายังศรีษะของผู้สวดภาวนาแสงที่สาดส่องนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการยอม รับ โดยพระผู้เป็นเจ้า บุคคลผู้มั่งคั่ง ประดับประดาตนด้วยเครื่องแต่งกายที่เต็มไปด้วยอัญมณีและหินสีล้ำค่า พวกเขาอาศัยอยู่ในพระราชวังอันสง่างาม ที่เต็มไปด้วยคยรับใช้มากมาย ดินแดนที่เป็นเมืองขึ้นได้เริ่มมีขึ้นทั่วทั้งผืนโลกในฐานะ นักบวชผุ้สูงศักดิ์ รามู เป็นตัวแทนของพระผุ้เป็นเจ้าในการสอนศาสนา เป็นที่ชัดเจนและเข้าใจกันว่า รามู เป็นเพียงตัวแทน และจะไม่ได้รับการบูชาเสมือนพระผู้เป็นเจ้าในขณะนั้น ประชากรแห่งมู มีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรือง และทุกคน มีความรู้แจ้ง ไม่เคยมีความป่าเถื่อน ปรากฏให้เห็น เนื่องด้วยผู้คนทุกเผ่า เป็นบุตรแห่งมู และต่างก็อยู่ภายใต้อธิปไตย เดียวกันของแผ่นดินแม่ เชื้อชาติที่โดดเด่นในแผ่นดินมู เห็นจะเป็นชนชาติผิวขาว ผุ้ที่มีความงดงามเกินกว่าชนชาติใด เป็นผู้ซึ่งมีผิวพรรณสีขาวหรือสีมะกอก พร้อมด้วยดวงตากลมโตสีเข้ม และผมสีดำตรง นออกจากชนชาตินี้แล้วยังมีชนกลุ่มอื่นอีกที่มีผิวพรรณแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสีเหลือง น้ำตาล หรือผิวสีเข้ม อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร พลเมืองโบราณแห่งมู นี้เป็นนักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งเดินเรือจากฝั่ง ตะวันออกสู่ฝั่งตะวันตก ของมหาสมุทร และจากทะเลเหนือสู่ทะเลใต้ นอกจากนั้นพวกเขายังเป็นสถาปนิก ผู้เชี่ยวชาญที่สร้างอารามอันยิ่งใหญ่และพระราชวังหิน พวกเขาสลักและก่อตั้งแท่งหินให้เป็นอนุสาวรีย์ในดินแดนแห่ง มู นี้ มีเมืองที่เป็นหลักสำคัญอยู่ ๗ เมือง เมืองซึ่งเป็นที่รองรับศาสนา ศาสตร์ และการเรียนรู้อื่นๆ นอกจากนี้ยังมีเมืองใหญ่และหมู่บ้านกระจายอยู่ทั่วผืนแผ่นดินทั้ง ๓ เมืองหลายแห่งถูกสร้างขึ้นบริเวณปากแม่น้ำใหญ่ที่มีอยู่หลายสาย แม่น้ำเหล่านี้เป็นแหล่งค้าขาย แลกเปลี่ยน และการพานิชย์ เนื่องจากเป็นที่มีซึ่งมาจากทุกส่วนของโลกแล่นผ่านผืนแผ่นดิน มู เป็นแหล่งกำเนิด และเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมความเจริญรุ่งเรืองของโลก รวมทั้งความรู้ต่างๆ การค้า และการพานิชย์ ประเทศอื่นๆในโลกล้วนแล้วแต่เป็นอาณานิคมของ มู ในการที่เป็นผู้เดินเรือที่ ยิ่งใหญ่ เรือของพวกเขาได้บรรทุกผู้โดยสารและสินค้าจากดินแดนเมืองขึ้นต่างๆอย่างสม่ำ เสมอ พลบค่ำอันแสนเย็นสบาย เราจะพบเห็นเรือสำราญที่เต็มไปด้วยสุภาพบุรุษสุภาพสตรีที่แต่งกายด้วยเสื้อ ผ้าอันหรูหรา ประดับประดาไปด้วยอัญมณี กรรเชียงอันยาวของเรือเพิ่มจังหวะให้กับเสียงเพลงและเสียงหัวเราะอย่างมี ความสุขของผู้โดยสาร ในขณะที่ผืนแผ่นดินอันยิ่ง ใหญ่แห่งนี้กำลังพุ่งสูงสุด เป็นศูนย์กลางของอารยธรรม ความรู้ การค้า และการพานิชย์ พร้อมด้วยวิหารหินอันยิ่งใหญ่และอนุสาวรีย์ที่ได้ถูกสร้างขึ้น การมาเยืยนของความกลัวได้ไล่ตามมาติดๆ ขณะที่แผ่นดินสั่นสะเทือน ขึ้นลงนั้น ไฟจากเบื้องล่างได้ระเบิดขึ้น เปลวไฟลุกพุ่งสู่มวลเมฆ ด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า ๔.๘ กิโลเมตร เปลวไฟได้บรรจบกับลำแสงของสายฟ้าที่มีอยู่ทั่วทั้งท้องฟ้า ควันหนาสีดำปกคลุมทั่วทั้งแผ่นดิน คลื่นลูกใหญ่ม้วนตัวสู่ชายฝั่งและขยายตัวสู่ที่ราบเสียง คำรามดังกระหึ่มจากใต้โลก ติดตามด้วยแผ่นดินไหวและภูเขาไฟที่เริ่มระเบิดจากส่วนใต้ของแผ่นดินทางชาย ฝั่งด้านใต้ มีคลื่นลูกใหญ่ม้วนตัวจากมหาสมุทรเข้ามาปกคลุมแผ่นดิน ผืนน้ำกลืนเมืองหลายเมืองให้จมดิ่งลงไป ภูเขาไฟพ่นไฟ ควัน และลาวาออกมา แต่ลาวาไม่ได้ไหลไป กลับทับถมกันจนเป็นรูปกรวย มียอดที่แหลมสูง ซึ่งกลายเป็นบริเวณส่วนหนึ่งของเกาะแถบทะเลใต้ในปัจจุบัน ในที่สุดการระเบิดก็ได้สงบลงภูเขาไฟมอดดับและอยู่ในความสงบตั้งแต่บัดนั้นมา หลังจากการระเบิดได้สงบลง ประชากรของแผ่นดิน มู จึงค่อยๆผ่านพ้นจากความหวาดกลัว เมืองที่ปรักหักพังได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ การค้าและการพานิชย์ได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง กาลเวลาได้ผ่านไปหลายรุ่น จนเหตุการณ์อันน่าหวาดกลัวนั้นได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ แผ่นดิน มู ต้องตกเป็นเหยื่ออีกครั้งหนึ่งในเหตุการณ์แผ่นดินไหว ผืนดินไหว ทวีปทั้งทวีปม้วนตัวราวกับคลื่นของมหาสมุทร แผ่นดินสั่นไหวสะท้านสะเทือนราวกับใบไม้ของต้นไม้ที่อยู่ท่ามกลางพายุ วิหารและพระราชวังพังราบลงสู่พื้นดินอนุสาวรีย์และรูปปั้นคว่ำทลายลง เมืองหลายเมืองกลายเป็นกองของซากปรักหักพัง เมือง และสิ่งมีชีวิตถูกทำลายไปต่อหน้าต่อตา เสียงร้องไห้ อันเจ็บปวดทรมานของผุ้คนมากมายดังไปทั่วบริเวณ พวกเขาต่างหาที่หลบภัยตามวิหารและป้อมต่าง ๆ แต่ก็ต้องพบกับเปลวไฟ และกลุ่มควัน สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในเครื่องแต่งกายที่หรูหรา ประดับประดาด้วยอัญมณีต่างเป็นร้องเป็นเสียงเดียว "มู ช่วยชีวิตพวกเราด้วย" ดวงอาทิตย์แสดงตัวที่ขอบฟ้า ภายใต้กลุ่มที่ปกคลุมผืนแผ่นดินดวงอาทิตย์ช่างดุราวกับลุกไฟสีแดงดวงใหญ่ที่ กำลังเผาผลาญด้วยความโกรธ เมื่อดวงอาทิตย์ได้ลับขอบผ้าไปแล้ว ความืดมิดจึงได้เข้าครอบงำ จะมีก้เพียงแต่แสงไฟที่มาจากแสงวูบวาบ ของสายฟ้า อันดัังกึกก้อง แผ่นดินผืนนี้ก็ถึงวาระที่จะจมดิ่งลงไปเรื่อย ๆ ลงไปสู่ปากทางแห่งนรกหรือถังแห่งไฟขณะที่แผ่นดินที่แหลกสลายจม ลงสู่ห้วงเหวแห่งไฟนั้น เปลวไฟได้ ลุกล้อมรอบและหุ้มห่อแผ่นดินไว้ เปลวไฟกำลังทวงสิทธิ์กับเหยื่อของมัน ซึ่งก็คือ ดินแดนมู และประชากรของเธอกว่า ๖๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่ต้องสังเวยชีวิตให้กับไฟนี้ ขณะที่มู จม ลงสุ่อ่าวแห่งไฟนั้น พลังอำนาจ อีกอย่างหนึ่งก็ได้เข้ามาซ้ำเติม นั่นก็คือ ผืนน้ำกว่า ๘๐,๐๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ซึ่งเข้าถาโถมไปทั่วบริเวณ น้ำและไฟพบกันตรงบริเวณที่เคยเป็นศูนย์กลางของแผ่นดิน และที่ตรงนั้นเองที่เกิดการเดือนพล่าน มู ดินแดนมาตุภูมิ ของมนุษยชาติ ด้วยเมืองทั้งหลายที่น่าภาคภูมิใจ พร้อมด้วยวิหาร พระราชวัง ศาสตร์ และศิลป์ของเธอได้กลายเป็นภาพความฝันในอดีต ผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ทำหน้าที่ดังผ้าผืนใหญ่ ที่ห่อหุ้มดินแดน ไว้เบื้องล่าง ความหายนะของทวีปครั้งนี้ เป็นก้าวแรกของการเสื่อมสลาย ของอารยธรรม อันยิ่งใหญ่อารยธรรมแรกของโลก เป็นเวลาเกือบ ๑๓,๐๐๐ ปี ที่ความเสื่อมสลายของมูได้แผ่อำนาจปกคลุมพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของโลก แม้ว่าในบางส่วนจะดีขึ้น ก็ยังมีอีกหลายส่วนที่ยังคงได้รับผลกระทบอยู่ เมื่อทวีปได้แตกแยก ขาดสะบั้น และจมลง สันและยอดของแผ่นบางส่วนยังคงเหลืออยู่ให้เห็นเหนือผืนน้ำ นั่นทำให้เกิดเกาะและหมุ่เกาะทั้งหลายแตกแยก และมีลักษณะขรุขระเป็นเหลี่ยมแหลม เนื่องจากพลังภูเขาไฟ ที่ได้เกิดขึ้นภายใต้หมู่เกาะเหล่านั้น หมู่เกาะเหล่านี้ได้รองรับ มนุษยชาติ ที่หลบพนีจากดินแดนที่จมลงสู่พื้นน้ำ ดินแดนซึ่งพวกเขาเป็นเจ้าของ หรือดินแดนที่เป็นมาตุภูมิ ซึ่งได้กลายเป็นส่วนประกอบของผืนน้ำ ที่พลุงพล่านอยู่รอบ ๆ เกาะ หลังจากที่ได้กลืนผืนดินอัน เป็นมาตุภูมิ ของมนุษยชาติ แล้วนั้น ผืนอันกว้างใหญ่ได้สงบนิ่ง ราวกับว่าพึงพอใจในผลงานอันร้ายกาจของตนและผืนน้ำที่ว่านี้ก็คือ มหาสุมทรปาซิฟิก ซึ่งมีความหมายถึง ความสงบบนเกาะเหล่านี้ประชากรของมู ที่รอดชีวิตได้มารวมตัวกัน รอคอย ให้เหตุการณ์แผ่นดินไหวอันเลวร้ายบรรเท่าลง พวกเขาเห็นวิหารและพระราชวัง เรือ และถนนของพวกเขาพังทลายลง และถูกกลืนกินโดยผืนมหาสมุทร ประชากรเกือบทั้งหมดถูกดูดกลืนไปกับความหายนะครั้งนี้ ประชากรจำนวนน้อยของมู ที่เหลือรอดชีวิต พบว่าพวกเขาอยู่ในสถานะที่สิ้นเนื้อประดาตัว และหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง พวกเขาไม่มีอะไรเหลือ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือต่าง ๆ ที่อยุ่อาศัย ผืนดิน และอาหารที่มีอยู่ก็มีเพียงน้อยนิด ล้อมรอบพวกเขาคือ ผืนน้ำที่กำลังเดือดพล่าน เบื้องบนคือกลุ่มเมฆหมอกอันหนาทึกที่ปประกอบไปด้วยด้วยไปน้ำ ควันไฟ และเถ้าถ่าน กลุ่มหมอกนี้ได้บนบังแสงสว่างจนหมดสิ้น ก่อให้เกิดความมืดมิดที่ยากจะทะลุ ผ่านได้ เสียงกรีดร้องอย่างสิ้นหวังของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องปิดฉากชีวิตใน เหตุการณ์ครั้งนี้ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของผู้รอดชีวิต มันช่างเป็นภาพที่น่่ากลัวสำหรับพวกเขายิ่งไปกว่านั้น พวกเขากำลังเผชิญกับความน่ากลัวอีกแขนงหนึ่ง นั่นก็คือ ความตายจากการอดอาหาร และการตกแดดตากลมเนื้อจากไร้ที่อยุ่อาศัย มีเพียงส่วนน้อยที่สามารถเอาชีวิตรอดจากความยากลำบากแสนสาหัสนี้ ผุ้คนส่วนมากเสียชีวิตอย่างน่าเวทนา '''''''''' ***ติดตามบทความนี้ต่อในภาคจบนะคะ*** เลมูเรีย (มู) : มหาทวีปที่สาปสูญ (ภาคต้น)ทวีปมู(Mu) หรือ เลมูเลีย(LeMUria) คือนครอันตรธานที่จมหายลงใต้ทะเลแปซิฟิกใต้เมื่อกว่า ๑๓,๐๐๐ ปีเราทั้งหลายได้รู้เรื่องราวจากจารึกแผ่นดินเหเนียวของนักบวชชาวนาอะคัลที่ออกมาจากทวีปมูหรือเลมูเรียที่ค้นพบในอินเดียอันที่จริง จารึกแห่งนาอะคัลนี้เขียนโดยสัญลักษณ์และอักขระนากา (Naga) จากตำนานกล่าวกันว่า "เขียนขึ้นที่แผ่นดินมู จารึกนี้ได้ถูกนำเข้ามาที่พม่าก่อนแล้วจึงนำมาที่อินเดียมีอายุเก่าแก่ประมาณ ๑๕,๐๐๐ ปี"และละจารึกโตรอาโนของชนเผ่ามายาที่ยูคาตังเม็กซิโกทำให้ปัจจุบันนักโบราณคดีได้ทราบว่ามีถิ่นอารยธรรมที่รุ่งเรืองทางวิทยาการ ศาสนา ฯลฯก่อนยุคสมัยสุเมเรียนที่ไทกริส-ยูเฟตริสและก่อนสมัยของไอยคุปย์โบราณที่อิยีปต์...คือ ถิ่นที่ 'มู' ได้หยั่งรากของอาณาจักรแห่งแรกของเธอ ดอกบัว"ซี่ งเป็นสัญญลักษร์ที่ใช้กันมานานประมาณ ๕๐,๐๐๐ - ๓๐๐,๐๐๐ ปีบนทวีปมู ดอกบัวสื่อภาพแทนตัวอาณาจักร รวมไปถึงสัญลักษณ์ตราราชวงศ์และที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือศาสนธรรมโบราณ ท่านฤาษีวาลมิกิ(Valmiki) นักปราชญ์ นักโบราณคดีของอินเดีย ผู้รจนารามายณะ หรือ รามเกียรติ์ ระหว่าง พ.ศ. ๑๐๐ - ๒๐๐ท่านวาลมิกิผู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวจากการอ่านบันทึกโบราณของวัด โดยนักบวชผู้สูงศักดิ์แห่งวัดริชี(Rishi) ที่เมืองอโยเดีย(Ayhodai) กล่าวถึงนักบวชนาอะคัลว่า " มาสู่พม่า สัญลักษณ์ที่ 15
สัญลักษณ์ที่ 16 และ 18 สัญลักษณ์และความหมายของจารึก ดังกล่าวมาแล้ว ก็จะทำให้ผู้สนใจติดตามอ่านมา เข้าใจรูปสัญลักษณ์ด้านล่างความเป็นไปของสรรพสิ่งในเอกภพทั้งมวล จากรูปสัญลักษณ์องค์ความรู้ทวีปมู เอกภพทั้งหลายกำลังขยายตัวออกจากจุดศูนย์กลางทุกทิศทาง ดังที่กล่าวไว้ในสัญลักษณ์ที่ ๑๕,๑๖,๑๘,๒๐ และ ๑๒๓๑ การเกิดและดับของบางดารา จักรของดาวฤกษ์(อาทิตย์ดวงอื่น) ที่สามารถสังเกตุได้จากบนโลกเราได้ หมายถึง การเดินทางภาพที่มากับแสง นับพันล้านปีแสงและแสงใช้เวลาเดินทาง 3x10^8 เมตรต่อวินาที (ยกกำลัง) ; ดังนั้นสิ่งที่เราสังเกตุเห็นในวันนี้เป็นอดีตของดาราจักรกลุ่มนั้น เมื่อหลายล้านปีมาแล้ว ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอสไตน์และอีกหลายทฤษฎีพิเศษสามารถอธิบาย ประสานเชื่อมต่อความสัมพันธ์นี้ได้เป็นอย่างดี ทำให้ทราบถึงภูมิปัญญาและความรู้ของชาวเลมูเลี่ยนได้ว่าเหนือกว่ามนุษย์ในปัจจุบันอีกหลายเท่าตัวเลยทีเดียว สัญลักษณ์อักษรภาพมีอยู่มากมายหลายร้อยภาพซึ่งล้วนแต่อธิบายในเชิงวิทยาศาสตร์ที่เราคิดค้นได้แล้วและยังมีที่ยังไม่เข้าใจอีกมาก ส่วนนึงของจารึก ![]() ภาพแรก เป็นเส้นแสงจาก ศูนย์กลางพลังงานธรรมชาติของทุกเอกภพ ที่พาดผ่านจักรวาล ![]() ![]() ภาพที่ ๒ เส้นตรงหลายเส้นวางซ้อนกัน ในแนวนอน เป็นสัญลักษณ์ ของอวกาศ ส่วนสัญลักษณ์ของพญานาค ๗ เศียร เคลื่อนตัวอยู่ในอวกาศ วงกลม ที่ล้อมรอบอยู่นั้นหมายถึง เอกภพผู้สร้างทั้งมวล คือนารายณะอันเป็นสัญลักษณ์ของผู้สร้างและการสร้างของทุกสรรพสิ่งในความหมายของชาวนาอะคัลคือ "ผู้หยั่งรู้ทั้งเจ็ด" ลำดับทั้ง ๓ ภาพ คือ พลังงานแห่งดวงอาทิตย์ก็เกี่ยวพันของชีวิตบนโลกพลังที่ส่องมายังโลก ต่อสิ่งมีชีวิต เป็นที่มาของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง จากแสงที่ส่องมานี้ ก็ทำให้เกิดธรรมชาติสิ่งมีชีวิตบนโลกแรกเริ่มเดิมที เอกภพไม่มีอะไรอื่นนอกจากจิตและวิญญาณ ทุกสิ่งทุกอย่างปราศจากชีวิต มีเพียงความสงบเยือกเย็น เงียบสงัดไร้สำเนียงใดๆ ความว่างเปล่าและความมืดเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในห้วงอวกาศ มีเพียงจิตอันสูงสุดที่มีพลังอันยิ่งใหญ่ในตัวเอง ซึ่งเเป็นดังผู้สร้างหรือพญานาค ๗ เศียรที่เคลื่อนตัวอยู่ห้วงแห่งความมืด ความปรารถนาที่จะสร้างแผ่นดินที่มีสิ่งมีชีวิตได้มีขึ้นอีกและพวกเขาก็ได้ทำความปรารถนานั้น และต่อไปนี้เป็นวิธีการสร้างผืนแผ่นดินและสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพาผืนแผ่นดินแห่งนี้...นี่คือตัวอย่างหาอ่านได้จากหนังสือ"มู นครอันตรธาน" ของคุณประกายธรรม ไชยแถน ได้นะคะมีรายละเอียดและความรู้ในเรื่องนครแห่งนี้แน่นปึ้กเลยค่ะ ภาพแถวล่าง แถว๓-แถว๔
(ข้อมูลส่วนใหญ่ที่นำมาอัพนี้ก็นำมาจากหนังสือเล่มนี้ค่ะ) ภาพนี้ นี้อธิบาย เกิดการไหวสะเทือนที่ส่วนล่าง คือ แผ่นดินเปลือกทวีปที่เกิดจากการยกตัวและชนกันของแผ่นดินทวีปส่วนเปลือกโลก ในส่วนต่างของโลกอย่างฉับพลันรุนแรง ก่อให้เกิดการยกตัวของภูเขาส่วนต่างๆ กล่าวถึงคือ ธรณีพิบัติครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๑๑,๕๐๐ ปีที่แล้วที่ทวีปมู ส่วนที่เกิดกับทวีปแอตลันติส และส่วนต่างๆของโลกก็ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันนี้ นี่คือภาพ จารึกโคเด็กซ์ คอร์เตซิอานุส จากพิพิธภันฑ์แห่งชาติ กรุงมาดริด ประเทศสเปน ถอดใจความได้ว่า "มู มีการสั่นสะเืืทือนจากส่วนด้านล่าง(ใต้ดิน) ๒ ครั้ง จากนั้นจึงถูกบูชายัญด้วยไฟ (ภูเขาไฟระเบิด) มีการระเบิดในขณะที่มีเหตุแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ผู้วิเศษที่ทำให้สิ่งทุกสิ่งทุกอย่างสับสนโกลาหลก็ได้จัดการบูชายัญ มู ในคืนนั้นเอง" ทั้งนี้เนื่องจากอักษรภาพดังกล่าวที่มีการเขียนเป็นภาษาของชาวมายานั้นมีการแจกแจงรายละเอียดมากเพื่อนๆ ผู้สนใจสามารถหาอ่านรายละเอียดต่อได้ในหนังสือที่แนะนำในข้างต้นค่ะ สภาพความเป็นไปและการล่มสลายอย่างฉับพลันของอาณาจักมู จากการถอดความจากรึกแห่งนาอะคัล จารึกมายา จารึกโตนาโน จารึกโคเด็กซ์ และคำบอกเล่าที่สืบทอดมาในส่วนอดีตของนักปราชญ์ต่างๆ ที่ทำให้พันเอกเจมส์ เชอร์วาร์ดเขียนบรรยายถึงทวีปมูในอดีตซึ่งอาจจมหายสาปสูญไปโดยฉับพลันเนื่องจากเหตุธรณีพิบัติดังนี้ บันทึกการล่มสลายของ มู หรือแผ่นดินแม่ของมนุึษย์ชาติ "Mother's Earth" นั้นเป็นบันทึกที่มีความแปลกประหลาดยิ่งนัก จากบันทึกนี้เราได้เรียนรู้ถึงความลึกลับของชนผิวขาวแถบทะเลใต้และเรียนรู้ว่าอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ได้เจริญเฟื่องฟูขึ้นและถูกลบล้างเพียงเวลาชั่วข้ามคืนได้อย่างไร เมื่อเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ยังคงไม่แน่ใจถึงความเป็นไปได้ที่ว่า ทวีปมูอันยิ่งใหญ่นี้มีอยู่จริงในมหาสมุทรแปซิฟิค ตั้งแต่บันทึกนี้ถูกค้นพบและการศึกษาเปรียบเทียบได้มีขึ้น ข้อศึกษาเปรียบเทียบนี้เองที่เป็นตัวพิสูจน์ว่า ทวีปอันยิ่งใหญ่อย่างมู เคยมีอยู่จริง ข้อมูลพิสูจน์นั้นมีอยู่หลายประการ ประการแรก อย่างที่ได้เคยกล่าวไว้ในบทแรกถึงการค้นพบจารึกแผ่นจารึกศักดิ์สิทธิ์ในวัดอินเดียว และความความช่วยเหลือของนักบวชผู้รอบรู้ แผ่นจากรึกจึงถอดรหัสและแปลความหมาย แผ่นจารึกเหล่านี้เอง ที่บอกใบ้ถึงเรื่องราวของมู กับผู้เขียน(พันเอกเจมส์ เชอร์วาร์ด) และทำให้เขาออกเดินทางค้นหา สำรวจและค้นคว้าไปทั่วโลกในเวลาต่อมา แผ่นจารึกเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นโดยชาวนาอะคัลที่พม่าหรือไม่ก็ที่แผ่นดินแม่เอง แผ่นจารึกบอกกล่าวถึงการมาของชาวนาอะคัลจากแผ่นดินแม่ ซึ่งเป็นแผ่นดินที่อยู่ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวของการสร้างมนุษย์และการจุติครั้งแรกบนผืนโลกของเขา ส่วนบันทึกที่ถูกเขียนขึ้นในเวลาต่อมา ในดินแดนมายา ไอยคุปต์และอินเดียนั้น บอกกล่าวและพรรณาถึงการล่มสลายของมู เมื่อเปลือกของแผ่นดินได้แยกออกเนื่องจากการเกิดแผ่นดินไหว แล้วแผ่นดินอันยิ่งใหญ่ก็จมอยู่ในกองไฟแห่งอเวจี จากนั้นผืนน้ำของมหาสมุทรแปซิฟิกก็ได้กลืนกินแผ่นดินแห่งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ ทิ้งไว้เพียงผืนน้ำอันกว้างใหญ่อยู่เบื้องหลัง เนื่องจากบทความเรื่องนครอันตรธานนี้ค่อนข้างยาว ดังนั้นจึงขอแบ่งออกเป็นสามบทความนะคะ ยังไงติดตามต่อในบทความภาคต่อและภาคจบ Lemuria (Mu),The Lost Continent The rise and fall of the
Lemurian civilization cannot be accurately documented, though many have
gone in quest of this mythological continent. Lost civilizations have
been known to rise and fall - or just appear and disappear without
explanation. As with Atlantis one can only speculate as to what
happened, based on archaeological evidence, legends, theories pieced
together by researchers, and for some, metaphysical channelings.The exact location of Lemuria varies with different researchers and authors, though it is part of the mysteries of the Pacific region flowing into the American continent, just as Atlantis is linked to the Atlantic land areas that stretch to the Mediterrean Sea. Wherever you believe the location of Lemuria to be, it is linked with the Ring of Fire. This area has become active with a Tsunami in December 26, 2004, powerful earthquakes and volcanoes that continue, after being dormant for many years. It would seem that the legends of ancient Lemuria speak to us once again with warning signs - as they supposedly did to the Lemurians - before the continent - or group of islands - fell into the sea. The fate of Lemuria, also known as Pacifica, Mu, and what Cayce called Zu or Oz, is not unlike that proposed for Atlantis. It is much like the destiny of humanity foreseen in our timeline by prophets of old and modern-day clairvoyants. The legends are all the same ... a thriving, advanced culture that suddenly manifested out of nowhere. Their origins and downfall are linked to destruction when their continent sank beneath the 'sea' due to natural cataclyms and human imbalance. Possible Physical Evidence of Lemuria Stone monuments of mysterious origin dot the entire Pacific, from Japan's underwater site at Yonaguni, to cryptic Petroglyphs on Hawaii's Big Island, to Easter Island among sacred and megalithic sites.Many believe that Easter Island was part of Lemuria. Its hundreds of colossal stone statues and written language point to an advanced culture, yet it appeared on the world's most remote spot. The legends of Easter Island speak of Hiva which sank beneath the waves as people fled.Samoans called a similar place Bolutu. It was stocked with trees and plants bearing fruits and flowers, which were immediately replaced when picked. On Bolutu men could walk through trees, houses, and other physical objects without any resistance. The Maoris of New Zealand still talk about arriving long ago from a sinking island called Hawaiki a vast and mountainous place on the other side of the water.Does the discovery of the Hobbit of Flores - in October 2004 - two months before the tsunami and earthquakes - in any way link to Lemuria?There are various dates for the Lemurian timeline - some placing it millions of years ago - while others define the Lemurian era as roughly 75,000 to 20,000 B.C. - prior to Atlantis. Others speculate that Atlantis and Lemuria co-existed for thousands of years. The idea of the Lemurian continent first appeared in the works of Augustus Le Plongeon, (1826-1908) a 19th century researcher and writer who conducted investigations of the Maya ruins in the Yucatan. He announced that he had translated ancient Mayan writings, which allegedly showed that the Maya of Yucatan were older than the later civilizations of Atlantis and Egypt, and additionally told the story of an even older continent of Mu, whose survivors founded the Maya civilization. Later students of the Ancient Maya writings argue that Le Plongeon's "translations" were based on little more than his vivid imagination. for more imformation Click http://www.crystalinks.com/lemuria.html September 21 นครแห่งบาป : Two Sin Cities"โซดอม และ กอมเมอร์ราห์" (Sodom and Gommorah)
เมื่อเอ่ยถึงนครแฝดทั้งสองนี้คงมีหลายท่านที่คุ้นหูและผ่านตากันดีกับเมืองที่เต็มไปด้วยความชั่วและบาปหนาจนเกินกว่าที่แผ่นดินจะแบกรับได้ ดังนั้น พระผู้เป็นเจ้าจึงฝังเมืองนี้ไว้ใต้ธรณี ตามพระคัมภีร์ไบเบิ้ลนั้น อิบรอฮีม(อับราฮัม) ได้ส่ง “ลูฏ”(โลต) หลานชายของท่านไปยังเมืองโซดอมเพื่อตักเตือนชาวเมืองให้เห็นถึงผลร้ายของความชั่วดังกล่าวและละเว้นจากพฤติกรรมนี้เสียแต่ความพยายามของลูฏก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีและดูเหมือนว่ายิ่งนานวัน ศีลธรรมของผู้คนในเมืองโซดอมจะยิ่งเสื่อมทรามลงทุกวัน (โปรดดูวิดีโอสารคดีเรื่อง Sodom and Gomorrah ท้าย entry นี้ประกอบ)
![]() ภาพชาวเมืองโซดอมที่มัวเมาในความบาปและความชั่ว
ความชั่วและบาปทุกชนิดสุดที่จะบรรยายได้ล้วนมีอยู่ในเมืองโซดอมและกอมเมอร์ราห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความนิยมเสพกามวิปริตต่างๆ ลักร่วมเพศระหว่างชายด้วยกันเรียกได้ว่าสมัยนั้นเมืองทั้งสองนี้เป็นสรวงสวรรค์ของเกย์เลยทีเดียวนอกจากเสพกันเองในหมู่ชาวเมืองแล้ว หากมีพ่อค้าหรือผู้สัญจรผ่านไปมาจะถูกนำตัวไปข่มขืนอย่างทารุณแต่นั่นย่อมหลังจากที่ชาวเมืองได้รุมทึ้งขโมยสินค้าและเงินทองของคนเหล่านั้นเสียก่อน ความเสื่อมทรามทางศีลธรรมที่ทำให้เมืองนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ก็คือความนิยมในเรื่องรักร่วมเพศในหมู่ผู้ชายด้วยกันจนชื่อของเมืองนี้ได้กลายเป็นที่มาของคำว่า “โซโดมี” (Sodomy) ซึ่งหมายถึงการรักร่วมเพศนั่นเอง
เมื่อไม่มีอำนาจใดสามารถยับยั้งความชั่วได้ ลูฏจึงได้วิงวอนต่อพระเจ้าให้ลงโทษผู้คนในเมืองโซดอมเพื่อมิให้ความชั่วของคนในเมืองนี้แพร่หลายออกไปยังดินแดนอื่น ดังนั้นพระเจ้าจึงตัดสินใจทำลายเมืองทั้งสองนี้ พระองค์ส่งทูตสวรรค์ลงมาแจ้งลูฏให้พาครอบครัวหนีภัยไปจากเมืองโซดอมโดยด่วน เวลาหนีก็ให้เร่งไปอย่างเร็วที่สุดอย่าได้หยุดหันหลังมองไปทางเมืองที่กำลังระเบิดเป็นอันขาด.... เรื่องนี้ภริยาของลูฏไม่เชื่อ อาจเป็นเพราะนางเป็นสตรีจึงมีความอยากรู้อยากเห็นมากกว่าบุรุษ ได้หันกลับไปมองเมืองที่เพิ่งผละจากมา ผลก็คือ ร่างของนางกลายเป็นเสาเกลือ (Pillar of Salt) ติดตรึงอยู่ ณ ที่นั้น และยังคงปรากฏสืบมาจนถึงเดี๋ยวนี้
นครแห่งบาปล่มสลาย Lot ออกจากเมือง เสาหินเกลือ Lot's Wife
ดินแดนอันเป็นที่ตั้งของโซดอมและกอมเมอร์ราห์นั้น อยู่ในบริเวณที่เรียกว่าหุบเขาซิดดิม (Siddim) ใกล้กับทะเลแห่งความตาย "Dead Sea" ซึ่งเป็นความลับอันนน่าสะพรึงกลัวของโลกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะคุณภาพพิเศษอันไม่เหมือนใครของน้ำในทะเลแห่งนี้ ชาวโรมันเรียกว่า "ทะเลยางมะตอย" (Sea of Asphalt) ชาวกรีกกล่าวว่า เหนือทะเลเต็มไปด้วยแก๊สพิษที่เป็นอันตราย ส่วนชาวอาหรับเล่าว่าเป็นทะเลอาถรรพณ์ นกตัวไหนบินข้ามก็ตกลงมาตายหมด...ทะเลเด้ดซีครองความลับอันยิ่งใหญ่มานานจนถึงปี ค.ศ. 1848 นักธรณีวิทยาจึงสำรวจดูรู้ว่า น้ำในทะเลแห่งนี้เต็มไปด้วยเกลือ ซึ่งทำให้มีคุณภาพพิเศษแตกต่างจากที่อื่น เช่นวัตถุที่ตกน้ำจะไม่จม เป็นต้น... การค้นพบความลับของทะเลเด้ดซีนำไปสู่ความลับอย่างอื่น นั่นคือ รอบๆ บริเวณทะเลสาบ จะมีเกลือจับก้อนหินก้อนดินกลายเป็นโขดเขาเกลือขึ้นเรียงรายอยู่เป็นอันมาก หนึ่งในจำนวนนี้ได้แก่ เสาเกลือ ที่มีรูปร่างมองผาดๆ คล้ายสตรียืนอยู่... นี่แหละที่มาของตำนานภริยาลูฏผู้กลายเป็นเสาเกลือ ไปตามความในพระคัมภีร์
ที่ตั้งของเมือง Sodom และ Gomorrah ที่ค้นพบ
นอกจากนี้ การค้นพบความลับของทะเลสาบเด้ดซี ยังนำไปสู่ความสนใจในทางโบราณคดีอีกด้วย ศาสตราจารย์ ดับบลิว เอฟลินซ์ นักธรณีวิทยาใหญ่เกิดนึกถึงเมืองชื่อ โซดอม กอมเมอร์ราห์ในพระคัมภีร์ได้ว่า เคยตั้งอยู่ในหุบเขาซิดดิมนี้แหละ ร่วมกับเมืองอื่นๆ อีก 3 เมือง คือ โซอาร์, เซบัวอิม และ แอดมาห์... เมื่อค้นพบทั้งทะเลเด้ดซี, แม่น้ำจอร์แดน และหุบผาซิดดิม แล้วก็น่าจะพบซากเมืองในพระคัมภีร์เหล่านี้ (ถ้ามีอยู่จริง) จึงได้ทำการค้นหาเป็นการใหญ่ พบว่าด้านตะวันออกเฉียงใต้ของทะเลเด้ดซีมีซากเมืองโบราณที่ชาวอาหรับเรียกว่า "ไรอาร์" ตามชื่อเมืองในพระคัมภีร์อยู่ด้วยจริงๆแต่จากการขุดสำรวจทางโบราณคดี พบว่าซากเมืองไรอาร์เป็นเมืองใหม่เกิดขึ้นในสมัยกลางนี่เอง นักโบราณคดีจึงทำการค้นหาซากเมืองในพระคัมภีร์ต่อไป
แผนที่เมืองโบราณทั้ง 5 ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล
ความพยายามนำมาซึ่งความสำเร็จ และเป็นความสำเร็จที่ยืนยันความถูกต้องบางประการของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลในฐานะตำราประวัติศาสตร์ได้ด้วย นั่นคือ ถ้าจะไปค้นหาซากเมืองโซดอมและกอมเมอร์ราห์บนพื้นดินก็หาไม่พบ เพราะจมลงไปอยู่ใต้ผิวทะเลเด้ดซี โซดอมและกอมเมอร์ราห์จมลงไปใต้น้ำด้วยแรงระเบิดจริง แต่ไม่ใช่ระเบิดของทูตสวรรค์ตามข้อความในพระคัมภีร์ ทว่า เป็นแรงระเบิดของธรรมชาตินี่เอง นั่นคือโซดอมและกอมเมอร์ราห์จมน้ำเพราะแผ่นดินไหว
การค้นพบร่องรอยของเมืองโดยนักธรณีวิทยาและนักโบราณคดี นักธรณีวิทยาที่ทำการสำรวจดินแดนนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนพบว่า ระหว่างที่นั่งเรือสำรวจทะเลเด้ดซีนั่นเอง ในวันที่อากาศดี น้ำใสเป็นพิเศษก็สามารถมองเห็นซากปรักหักพังใต้น้ำได้รำไร.... ซากของโซดอมและกอมเมอร์ราห์นั่นเอง ที่ยังปรากฏให้เห็นอยู่ได้ก็เพราะเกลือในทะเลช่วยรักษาไว้ให้คงรูปเดิม จากการคำนวณอายุของซากเมืองใต้ทะเลพบว่ามันมีอายุย้อนหลังไปสมัยปี 1900 ก่อนคริสตกาล....ก็สมัยเดียวกับลูฏและอับราฮัมนั่นเอง....โซดอมและกอมเมอร์ราห์จึงมีอยู่จริงๆ ในยุคสามัยเดียวกับบุคคลในพระคัมภีร์
หลักฐานทางธรณีวิทยา การที่แผ่นดินซึ่งเดิมเคยอยู่เหนือน้ำแล้วอย่ๆเลื่อนต่ำลงจนจมลงไปใต้น้ำนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร เกิดขึ้นทุกหนทุกแห่งในโลก ส่วนหนึ่งของแม่น้ำจอร์แดน (หรืออาระเด็นตามฉบับคำแปลภาษาไทย) ก็ค่อยๆ เลื่อนลดลงไปอยู่ใต้ทะเลเด้ดซีเหมือนกัน แต่ในกรณีของโซดอมและกอมเมอร์ราห์ไม่ได้เกิดจากการค่อยๆ เลื่อนลงไปใต้น้ำ แต่นักธรณีวิทยาได้คำนวณว่าเกิดจากแผ่นดินไหวในบริเวณนี้อย่างรุนแรงจนกระทั่ง "กำมะถันและไฟจากพระยะโฮวาลงมาจากฟ้าตกที่เมืองซะโดมและเมืองกะโมรา พระองค์ได้ทรงทำลายเมืองเหล่านี้ คือแถบที่ราบนั้นทั้งหมดและพลเมืองทั้งสิ้นและบรรดาพืชพันธุ์ที่งอกขึ้นจากแผ่นดินให้พินาศไปสิ้น" ดังที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีแล้ว หลักฐานทางธรณีวิทยา แจ๊ค ฟินนิแกน นักธรณีวิทยาคนสำคัญชาวอเมริกันกล่าวไว้ในปี ค.ศ. 1951 ว่า ความพินาศของ "เมืองบนที่ราบ" อันหมายถึงโซดอมและกอมเมอร์ราห์นี้เกิดจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ซึ่งตามติดมาด้วยการระเบิดของแร่ธาตุใต้ดิน และอสุนีบาตอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้แก๊สธรรมชาติพวยพุ่งขึ้นกระทบสายอสุนีบาตเกิดเป็นเพลิงลุกโพลงขึ้นทำลายเมืองทั้งสองราบคาบลง แล้วทรุดลงไปใต้ทะเลเด้ดซี(นึกภาพแล้วขนพองสยองเกล้ามากยิ่งกว่ารถแก๊ส1000คันระเบิดอีก) นักธรณีวิทยาคนอื่นได้สำรวจเพิ่มเติมแล้วพบว่าใต้ทะเลแถวๆ นั้นมีภูเขาไฟด้วย จึงไม่น่าแปลกอะไรที่ภูเขาไฟอาจระเบิดซ้ำเติม ทำให้มองเห็นภาพ "กำมะถันและไฟ" ซึ่งพวยพุ่งจากใต้ดินสูงขึ้นไปในอากาศแล้วหวนตกลงมาทำลายชาวเมืองอีกครั้งออกจะเป็นภาพที่น่าสยดสยองในสายตาของผู้พบเห็นในยุคนั้นยิ่งนัก จนไม่รูจะเปรียบเทียบกับอะไรดี นอกจากการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้า
VDO สารคดีการค้นพบนคร Sodom and Gommorrah (27 นาที) หากไม่ได้นักธรณีวิทยาและนักโบราณคดีค้นคว้ากันอย่างใกล้ชิด เมืองในพระคัมภีร์ทั้งสองก็คงเป็นเมืองที่จมอยู่ในเงามืดตลอดกาล ไม่มีใครเชื่อว่ามีอยู่จริง เพราะไม่มีซากเหลือให้เห็นอีกเลย การค้นคว้าหาหลักฐานข้อเท็จจริงตามพระคัมภีร์จึงต้องพึ่งวิทยาการสมัยใหม่อยู่มากแต่เมื่อค้นคว้าแล้วก็ไม่ผิดหวัง คัมภีร์ไบเบิ้ลบางตอนจึงสามารถใช้เป็นประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้ทีเดียว อันการที่เมืองถล่มทลายลงไปใต้ดินนี้ คนโบราณเขาบันทึกไว้เกือบทุกชาติ แสดงว่าในอดีต เคยมีเมืองถล่มมาแล้วทั่วโลกนับแต่ทวีปแอตแลนติสเป็นต้นมา ในพระเวทของอินเดียก็กล่าวถึงเมืองทวารกาที่จมลงไปใต้ทะเล อ้างอิง : arkdiscovery.com ,หนังสือ เปิดนครในตำนาน โดย ไดโนเสาร์ (แก่)
September 14 ประมวลอัจริยะบุคลล : ตอน เลโอนาร์โด ดา วินชีเป็นอัจฉริยบุคคลที่มีความสามารถหลากหลายแห่งยุคเรอนาซองค์ (Renaissance) เป็นสมัยที่ฟื้นฟูความสนใจในการเรียนรู้วรรณคดีและศิลปะต่างๆเป็นการใหญ่อยู่ในระหว่าง พ.ศ. 1940-2140 นอกจากนั้นยังเป็นสมัยที่พวกผู้ดีมีสกุล มีความสนใจในประติมากรรมและสถาปัตยกรรมของชาวกรีกโบราณกันมากด้วย
ตัวเลโอนาโดนั้นก็เป็นทั้ง สถาปนิกแบบเรอเนซองส์ นักดนตรี นักกายวิภาค นักประดิษฐ์วิศวกร ประติมากร นักเรขาคณิต นักวาดภาพ งานของเขาเป็นประโยชน์กับแทบจะศาสตร์ เลโอนาร์โดทำให้เกิดจิตวิญญาณของสหวิทยาการ(interdisciplinary)
น้อยคนที่จะทราบว่าชื่อที่แท้จริงของเขาคือ " เลโอนาร์โด ดิ แซร์ ปีเอโร ดา วินชี " ซึ่งมีความหมายว่า "เลโอนาร์โด บุตรชายของปีเอโร แห่ง วินชี" "วีนชี vinci" คือหมู่บ้านหนึ่งในประเทศอิตาลีที่ซึ่งเป็นสถานที่ใกล้เคียงกับที่กำเนิดของเขาแต่เลโอนาร์โดเองก็มักจะลงลายเซ็นในงานของเขาอย่างง่ายๆว่า "เลโอนาร์โด" หรือไม่ก็ "ข้าเอง เลโอนาร์โด" เอกสารสำคัญส่วนใหญ่ระบุว่าผลงานของเขาเป็นของ เลโอนาร์โด โดยไม่มี ดา วินชี พ่วงท้าย ทำให้เข้าใจได้ว่าเขาไม่ได้ใช้นามสกุลของบิดาเนื่องจากเป็นบุตรนอกสมรสนั่นเอง
เลโอนาร์โดถือกำเนิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ.1452จนเมื่ออายุ 14ปี พ่อเขา เห็นพรสวรรค์ในการวาดภาพของเขา จึงส่งเขาไปฝึกงานกับ แอนเดรีย เดล เวร์รอคคีโอ ( Andrea del Verrocchio) ซึ่งในสมัยนั้นถ้าใครมุ่งมั่น ที่จะเป็นจิตรกรและประติมากรจะต้องเข้าไปฝึกฝนที่นี่ เมื่ออายุได้ 20ปี ก็เลื่อนชั้นขึ้นเป็นมาเอสโตร(ครูสอนศิลปะ)เขาก็ได้รับการไหว้วานให้ช่วยวาดภาพเทวทูตน้อยและปรากฏว่าเขาทำออกมาได้ดีจนกระทั่งตัวของ เวร์รอคคีโอผู้เป็นอาจารย์นั้นยอมรับและตัดสินใจเลิกวาดภาพไปทันที ผลงานศิลปะของเลโอนาร์โดนั้นมีมากมายและล้วนเป็นผลงานเลื่องชื่อ อาทิเช่น ภาพ Mona Lisa , The Last Supper , Vitruvian Man ฯลฯ เขาได้บันทึกแนวคิด จินตนาการ ข้อสังเกตและความรู้ ทั้งหลายที่เขามี ลงในสมุดที่มีความหนากว่า 1,000 หน้า สมุดบันทึกเล่มนั้น มีภาพของอาวุธสงครามประเภทต่างๆ เรือรบ มนุษย์กบ เทคนิคการป้องกันนํ้าท่วม วิธีสร้างปืนใหญ่เครื่องจักรไอนํ้า เฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ ร่มชูชีพ รถถัง เครื่องปรับอากาศ เกียร์ ใบพัดเครื่องบิน ฯลฯ นอกจากนั้นแล้ว ดาวินชียังได้พยายาม ศึกษาธรรมชาติของแสง สรีรวิทยาของมนุษย์และสัตว์ การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ และคลื่นนํ้าอีกด้วย
โดยที่ภาพวาดต่างๆเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเทคโนโลยี หรือสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่มีใครรู้จักเลย ในยุคสมัย 500 ปีที่แล้ว ดังนั้นบุคคลต่างๆที่ได้ศึกษาสมุดบันทึกเล่มนี้ ต่างก็เห็นพ้่องกันว่าดาวินชี มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล เกินผู้่คนยุคนั้น เป็นเวลาหลายศตวรรษ คัดมา 10 อันดับสุดยอดผลงานได้แก่ :- ![]() เชื่อว่าชาวโลกน้อยคนนักที่จะไม่เคยผ่านตากับภาพวาดของบุรุษผู้นี้ นั่นก็คือภาพ "วิทรูเวียน แมน" ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ดาวินชีศึกษาสัดส่วนกายวิภาคมนุษย์อย่างละเอียด จนพิสูจน์ทฤษฎีบทของ "วิทรูเวียน"ผู้เป็นสถาปนิกยุคจักรวรรดิโรมันได้สำเร็จว่า "ร่างคนยืนกางแขนขาจะตกเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่สมบูรณ์เสมอ" และนับเป็นการเปิดประตูสู่ศาสตร์กายวิภาคครั้งสำคัญ
![]() นักคิดส่วนมากในสมัยของดาวินชีนั้นมีความเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่าซาก ฟอสซิลของพวกหอย ปู ปลาหมึกต่างๆที่พบบนยอดเขานั้นเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากการเกิดน้ำท่วมครั้ง ใหญ่ แต่ดาวินชีกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาตั้งข้อสงสัยไว้ว่าภูเขาเหล่านั้นจะต้องเคยเป็นชายฝั่งมาก่อน ก่อนที่จะค่อยๆยกตัวสูงขึ้นๆในเวลาต่อมา และผลการศึกษาต่อมาจนจึงปัจจุบันก็ยอมรับแล้วว่าแนวคิดของเลโอนาร์โดนั้นถูกต้อง
![]() แน่นอนว่ารถที่ดาวินชีพยายามสร้างไม่สามารถวิ่งเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อ ชั่วโมงเหมือนรถเฟอร์รารี่ แต่ถ้าคิดว่าเป็นรถที่อยู่ในสมัยนั้นก็ต้องจัดว่าไฮเทคล้ำยุคสุดๆ เพราะรถที่มีตัวถึงทำจากไม้คันนี้ สามารถแล่นขับเคลื่อนด้วยตัวมันเองด้วยแรงส่งและการทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ระหว่างสปริงและเกียร์ที่ล้อ เมื่อปี 2547 นักวิทยาศาสตร์ประจำพิพิธภัณฑ์ในเมืองฟลอเรนซ์ทดลองสร้างแบบจำลองรถรุ่นนี้ ตามแบบที่ดาวินชีร่างเอาไว้และพบว่าวิ่งได้จริง
![]() ยุคสมัยหนึ่ง ดาวินชีอาศัยอยู่ในนครมิลานท่ามกลางสภาพการแพร่ระบาดของโรคร้าย เขาจึงคิดออกแบบผังเมืองใหม่ให้มีความสะอาด เป็นระเบียบ ถูกสุขอนามัย อาทิ เขียนแบบให้เมืองในอุดมคติเมื่อหลายร้อยปีก่อนแห่งนี้มี "ระบบระบายอากาศ" เพื่อดึงอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ตัวเมือง และมีระบบระบายน้ำเสีย (สุดยอดมาก จอร์จ)
![]() ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะลงความเห็นตรงกันว่ามันไม่มีทางที่เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะบินขึ้นจากพื้นได้ แต่ "เฮลิคอปเตอร์" ใน แบบของดาวินชีก็ยังคงถูกจัดให้เป็นหนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขา เครื่องกลที่ชวนให้สงสัยนี้ดูเหมือนว่าจะถูกออกแบบให้ทำงานโดยใช้คนสี่คนมาหมุน มันพร้อมกัน รวมทั้งน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากกังหันลมซึ่งเป็นของเล่นที่นิยมกันในสมัยนั้นด้วย
อันดับ 6 ปืนใหญ่ 3 ลำกล้อง (The Triple-Barreled Cannon)
![]() แม้ประวัติของดาวินชีจะเกลียดสงคราม มีลักษณะเป็น "นักคิด" มากกว่า "นักรบ" แต่ในใจของเขาก็ยังฝันถึงการคิดค้นงานด้านวิศวกรรม หนทางเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้ คือ การออกแบบอาวุธสงครามเพราะได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจมากที่สุด หนึ่งในผลงานการออกแบบอาวุธ ได้แก่ ปืนใหญ่ที่มีอานุภาพที่มีลำกล้องติดกันถึง 3 กระบอก เหมือนกับที่เห็นในภาพ
อันดับ 7 เครื่องร่อน (The Winged Gilder) ![]() ภายในคลังจินตนาการอันไม่มีที่สิ้นสุดของดาวินชีนั้น มี "เครื่องกลบินได้" รวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก รวมถึง "เครื่องร่อน" ซึ่งตรงบริเวณปีกมีแผ่นบังคับเปิด-ปิดควบคุมทิศทางได้หรือที่ปัจจุบันเรียก ว่า "แฟลบ" และในตัวเครื่องร่อนยังมีเกียร์ควบคุมความเร็วที่นั่งติดอยู่ด้วย
อันดับ 8 สะพานชักรอก (The Revolving Bridge)
![]() ดาวินชีออกแบบสะพานสำหรับใช้ในการเคลื่อนพลผ่านพื้นที่ในสมรภูมิทุรกันดาร ต่างๆ เช่น การยกพลข้ามแม่น้ำ ตัวสะพานดังกล่าวมีระบบชักรอกและสายพาน ทำให้ทหารกางออกมาใช้งานและชักรอกเก็บได้อย่างรวดเร็ว เป็นหนึ่งในเครื่องจักรทุ่นแรงอีกหลายชนิดจากการคิดค้นของดาวินชี
อันดับ 9 ชุดดำน้ำ (Scuba Gear) ![]() ผลพวงจากการที่ดาวินชีหลงใหลในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นที่มาของการออกแบบอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการดำน้ำขึ้นมาหลาย ชนิดในจำนวนนี้ รวมถึงเรือดำน้ำ และชุดประดาน้ำที่ตัวชุดทำจากหนังและเชื่อมต่อกับท่อและโลหะทรงกลมซึ่งทำ หน้าที่เป็นเหมือนสนอร์เกิ้ล หรือหน้ากากดำน้ำยุคปัจจุบัน นอกจากนั้น ชุดดำน้ำชุดนี้ยังมีถุงเก็บปัสสาวะด้วย แสดงให้เห็นถึงความรอบคอมในการออกแบบ
อันดับ 10 เทคนิคการเขียนกลับทาง (Mirror Writing) ![]() เทคนิคการเขียนตัวอักษรย้อนกลับทิศทางจากตัวหลังไปตัวหน้าของดาวินชี สร้างข้อถกเถียงให้กับนักวิชาการจนถึงวันนี้ ว่า เป็นวิธีการเข้ารหัสแบบโบราณที่เขาสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นๆ ลอบอ่านและขโมยข้อมูลในบันทึกส่วนตัว หรือจริงๆแล้วเป็นเพียงเพราะดาวินชี "ถนัดซ้าย" จึงคิดวิธีเขียนกลับหลังแบบนี้เพื่อไม่ให้น้ำหมึกเปื้อนมือกันแน่
ตัวของเลโอนาร์โดเองนั้นก็จัดว่าเป็นบุคคลลึกลับอยู่พอสมควร ไม่ปรากฏว่าเขาใช้ชีวิตสมรสหรือมีหญิงคนรักแต่อย่างใดทำให้คนส่วนหนึ่งเข้าใจว่าเขาเป็นพวกเกย์และมีไม่น้อยที่คิดว่ารูปวาดโมนาลิซ่านั้นคือการวาดรูปตนเองในลักษณะเพศหญิงของตัวเลโอนาร์โดเอง ด้วยความเป็นอัจฉริยะและความลึกลับซับซ้อนในตัวของเขานั่นเองทำให้หนังสือ "The Davinci Code" มีการอ้างถึงว่าเลโอนาร์โดนั้นเป็นหนึ่งในประมุขแห่งเดอะไพรเออรี่ออฟไซออน (the Priory of Sion) ซึ่งยังเป็นที่กังขากันอยู่ว่าเป็นเพียงจินตนาการของ แดน บราวน์ ผู้เขียนหรือมีข้อเท็จจริงรวมอยู่ด้วย .......
September 06 ความในใจของ นกขมิ้นแล้วมันก็เป็นไป...
ฉันรู้สึกตัวเองช่างเห็นแก่ตัวนัก อยากทำอะไรได้มากกว่านี้ วันนี้จึงจะเป็นการอัพสเปสเฉพาะกิจเพื่อคนคนนึง คนที่ตลอดเวลาฉันรับรู้ได้ถึงความจริงใจและอาทรที่มีให้เสมอมา และบัดนี้ในยามที่มรสุมโหมกระหน่ำเรือลำน้อยที่บรรทุกผู้คนซึ่งล้วนเป็นมิตรเป็นพี่เป็นน้องมาเต็มลำนั้นต้องเคว้งคว้างไร้ทิศทาง ด้วยว่าคนถือหางเสือและคุมพังงาเรือนั้นไร้สามารถซ้ำยังใจแคบ
พวกเรามีพายคนละอันในการที่จะช่วยกันพายเรือลำนั้นให้พ้นพายุ และ"เขา"ดูเหมือนพายของเขานั้นจะหนาหนักกว่าของคนอื่นๆ อยู่สองสามเท่าตัว นอกจากจะไม่ได้รับเครื่องทุ่นแรงในการพายแล้วยังถูกแส้หวายเฆี่ยนตีลงฑัณท์อย่างไร้เหตุผล
ฉันทำได้เพียงหันไปมองและส่งกำลังใจทั้งมวลเท่าที่ฉันจะรีดเค้นออกจากตัวของฉันนั้นให้กับเขา ฉันอยากจะเยียวยาและผ่อนแรงของเขาบ้างแต่จนใจว่าความรู้ความสามารถของฉันนั้นไม่อาจจะให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือใดๆ กับงานซึ่งต้องอาศัยความรู้ความสามารถเฉพาะด้านเช่นนั้น และโดยเฉพาะเส้นใยบางๆ ที่มองไม่เห็นเส้นหนึ่งที่ฉันไม่อาจก้าวล้ำข้ามไปจึงทำได้เพียงยืนชิดอยู่ริมเส้นเพื่อว่าเขาจะได้เห็นยามเพื่อหันหน้ามา....
เพลงที่บรรเลงนั้นฉันหมายแทนความรู้สึกในใจของเขาที่มีต่อเรือและเจ้าของเรือที่เราช่วยกันพายอยู่นี้ ขอให้รับรู้ว่าฉันรู้ว่าเขาเหนื่อยเพียงไหน
วันนี้ฉันอ่านบทกลอน(ประหลาด)บทหนึ่งซึ่งได้ถูกเพิ่มเติมจนสมบูรณ์ ฉันจึงขอมอบบทกลอนนี้ให้กับเขาเพราะสำหรับฉันแล้วเขาคือชายคนที่บรรเลงเพลงขลุ่ยให้กับ"นกขมิ้น" อย่างพวกฉัน
--- นกขมิ้น ----
เขาคลอขลุ่ยครวญเสียงเพียงแผ่วผิว
ชะลอนิ้วพลิ้วผ่านจากมานหมอง โอดสะอื้นอ้อยอิ่งทิ้งทำนอง เป็นคำพร้องพริ้งพรายระบายใจ โอ้ดอกเอ๋ยเจ้าดอกขจร
นกขมิ้นเหลืองอ่อน จะนอนไหน ค่ำลงแล้วแนวพนาและฟ้าไกล เจ้านอนได้ทุกเถื่อนท่าไม่อาทร แล้วหวนเสียงเรียงนิ้วขึ้นหวิวหวีด
เร่งอดีตดาลฝันบรรโลมหลอน ถี่กระชั้นสั่นกระชากใจจากจร ระเรื่อยร่อนเร่มาเป็นอาจิณ โอ้ใจเอ๋ยอ้างว้างวังเวงนัก
ไร้แหล่งพักหลักพันจะผันผิน เพิ่มแต่พิษผิดหวังยังย้ำยิน ระด่าวดิ้นโดยอนาถแทบขาดใจ ข้าเคยฝันถึงฟ้ากว้างกว่ากว้าง
ฝันถึงปางทับเปลี่ยวเรี่ยวน้ำไหล ถึงช่อเอื้องเหลืองระย้าคาคบไม้ ในแนวไพรนึกเหมือนเป็นเพื่อนเนา รู้รสแรงแห่งทุกข์และสุขสิ้น
บนแผ่นดินแผ่นเดียวเปลี่ยวและเหงา จิบน้ำใจจนทั่วเจียนมัวเมา ไร้ร่มเงารังเรือนและเพื่อนตาย เขาเคลียนิ้วเนิบนุ่มเสียงทุ้มพร่า
เหมือนหวนหาโหยไห้น่าใจหาย เจ้าขมิ้นเหลืองอ่อนนอนเดียวดาย จะเหนื่อยหน่ายหนาวน้ำค้างที่กลางดง เสียงฉับฉิ่งหริ่งรับขยับเร่ง
จะพรากเพลงเพื่อนยินสิ้นเสียงส่ง เขาเบือนนิ้วผิวแผ่วแล้วราลง เสียงนั้นคงเน้นครางอย่างห่วงใย เจ้าดอกเอยดอกขจรอาวรณ์ถวิล
นกขมิ้นเหลืองอ่อนจะนอนไหน เขาวางขลุ่ยข่มน้ำตาว้าเหว่ใจ ตอบไม่ได้ดอกหนาข้าคนจร (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) August 29 สัตว์พันธุ์ผสมและกลายพันธุ์ : HYBRID AND MUTANT ANIMALSHYBRID AND MUTANT ANIMALS : สัตว์พันธุ์ผสมและกลายพันธุ์ กลับมาอัพเดทอีกทีก็สิ้นเดือนพอดี โฮะๆ อัพเดือนละหนสองหนนี่มันน่าอับอายจริงๆ ไอ้ครั้นจะหายไปเลยก็กลัวเพื่อนฝูงชาวบ้านชาวช่องเค้าคิดว่าเลิกใช้ space นี้แล้วก็เลยต้องสรรหาเรื่องราวแปลกมั่งไม่แปลกมั่งมาคอยอัพเดทไปเดือนๆ นึง อิอิ อ้ะ วันนี้จะอัพเรื่องของสัตว์พันธ์ผสมกับสัตว์กลายพันธุ์ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ X-Men นะเพราะเน้นไปทางพันธุศาสตร์ไม่ได้มีความสามารถเหนือสัตว์อื่นๆ อะไร (หรือมันอาจจะมีก็ได้นะเพราะเราก็ไม่ได้สันทัดกรณีเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย แต่ยังกล้านำเสนอ ฮ่าๆๆ) วันนี้ก็คงจะเอารูปมาให้ดูเป็นส่วนใหญ่ หากผู้ใดสนใจรายละเอียดแบบละเอียดยิบๆ แบบชนิดเอาไปอ้างอิงทำรายงานก็สามารถเข้าดูได้ >> คลิกที่นี่ << ผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างสิงโตตัวผู้และเสือตัวเมีย เจ้าไลเกอร์นี้หน้าตาจะเหมือนพ่อ(สิงโต) แต่จะมีลายลำตัวเหมือนแม่(เสือ) ไลเกอร์ตัวจะยักษ์ใหญ่กว่าทั้งสิงโตและเสือทั้งนี้เนื่องจากในแม่เสือไม่มีสารยับยั้งการเติบโตแถมยังได้ยีนส์ส่งเสริมการเติบโตจากพ่อสิงโตดังนั้นเจ้าไลเกอร์จึงใหญ่ได้อีกๆ จ้ะ ไม่เชื่อดูในรูปเจ้าหนูยังไม่อดนมตัวยังใหญ่ขนาดนี้เลย แต่เวลาโตเต็มที่จะเห็นชัดถึงสิงโต+เสืออย่างในรูปที่ 4 ค่ะ กลับกันเจ้าไทกอนมีพ่อเป็นเสือและมีแม่เป็นสิงโตนั้นถ่ายทอดลักษณะมาจากทั้งพ่อและแม่ คืออาจได้ลายจุดๆ จากแม่สิงโต หรือแถบตามตัวจากพ่อเสือก็ได้ ถ้าเป็นไทกอนตัวผู้ อาจมีแผงคอที่สั้นๆ ไม่ชัดเจนเหมือนแผงคอสิงโต เจ้าไทกอนนั้นจะตัวเล็กว่าทั้งเสือและสิงโตทั่วไปเพราะพ่อเสือไม่มียีนส์เสริมการเติบโตแถมแม่สิงโตกลับมียีนส์ยับยั้งการเติบโตเสียอีกเพื่อให้เห็นความแตกต่างแบบชัดๆในรูปที่ 3 น้องไลเกอร์คู่เคียงพี่ไทกอนให้เห็นชัดๆ กว่าน้องใหญ่กว่าพี่จริงๆ 3. ไท-ไทยกอน,ไท-ไลเกอร์,ไล-ไทกอน,ไล-ไลเกอร์ (TI-TIGON, TI-LIGER (TIG-LIGER), LI-TIGON, LI-LIGER) เดิมทีนักสัตววิทยาเชื่อกันว่า ไทกอนและไลเกอร์นั้นเป็นหมัน แต่ในปี 1943 ไทกอนตัวหนึ่งถูกจับให้อยู่ร่วมบ้านกับเสือ และได้แสดงให้เห็นว่ามันก็ “มีน้ำยา” นะ ส่วนไลเกอร์เพศผู้นั้นยืนยันได้ว่าเป็นหมัน แม้มันจะผสมพันธุ์ตามปกติเมื่อถึงฤดู ส่วนตัวเมียของทั้งไลเกอร์และไทกอนปกติดี ดังนั้นจึงมีทั้ง พ่อไทกอนผสมกับแม่ไลเกอร์ ได้ลูกเป็น “ไท-ไลเกอร์” และพ่อไทกอน ผสมกับแม่สิงโต ได้ลูกเป็น “ไล-ไทกอน” ส่วนลูกของไทกอนกับเสือ เรียกว่า “ไท-ไทกอน” และลูกของพ่อสิงโตกับแม่ไลเกอร์ เรียกว่า “ไล-ไลเกอร์” ยังมีอีกเยอะเลยแต่วันนี้คงไม่อัพไม่หมดไว้วันหน้าจะมาอัพเดทภาค 2 และ 3 ให้ดูกันนะคะ
August 02 Most Expensive Drink : สุดยอดน้ำเมาแพงบันลือโลกช่วงนี้เค้างดหล้าเข้าพรรษากันแต่ฉันดันสวนกระแสด้วยการอัพสเปซแต่เรื่องเครื่องดองของเมาทั้งสิ้น หึหึ นรกคงไม่ถามหานะคะ นานน๊านนน...จะได้กลับมาทำขยันอัพกับเค้าซักที วันนี้เอาเหล้าที่แพงที่สุดในโลกมาจารึกไว้ในสเปซให้น้ำลายไหลเล่นๆ เพราะลำพังชาตินี้หา JW Blue Lable มาดื่มได้ซักขวดก็คงตายตาหลับแล้ว อิอิ
Henri IV Dudognon Heritage Cognac Grande Champagne
the most expensive Cognac in the world must be something special indeed.
Called Henri IV Dudognon Heritage after the French king whose descendents have been producing this wine since 1776, this particular wine was aged for 100 years in barrels that were air dried for five years before use. The final product is 41% alcohol (82 proof).
That alone wasn’t enough to make it the world’s most expensive Cognac, though. The priciest aspect isn’t the wine itself, but the packaging. Dipped in 24k gold and sterling platinum, the bottle was adorned with 6,500 brilliant cut diamonds by its designer, jeweler Jose Davalos.
The final price of this costly Cognac is £1 million (around $2 million USD) and, if you’ve been paying any attention at all, it shouldn’t surprise you that Tequila Ley, the Mexican distilling company responsible for the expensive brandy, is planning to sell it in Dubai.
แหมเห็นราคาแล้วลมจะตีกลับ 2 ล้าน USD คิดเล่นๆ ลองเอาแค่ 30 บาทคูณดูก็จะราคาประมาณ 60 ล้านบาทไทยเท่าน้นเอ๊งงง...ลำพังเหล้าอายุ 100 ปีก็คงไม่เท่าไหร่หรอกค่ะแต่ขวดมันนี่ซิคะสุดยอดทั้งทองคำ 24k ทั้งทองคำขาว เพชรพราวไปทั้งขวด ตีว่าราคาเหล้าสัก 1 ล้านบาทไทยก็พอลุ้นแต่ไอ้ที่เหลือราวๆ 59 ล้านบาทนี่สงสัยราคาขวดล้วนๆค่ะคุณขา August 01 Johnie Walker : จอร์นนี่ นักเดิน(ไปสู่ความเมาอันลุ่มลึก)วิธีดื่มเหล้าตระกูล Johnnie Walker
เครดิต tce2day.com Red Label หรือในอดีตชื่อ JW Special Old Highland (เปลี่ยนมาใช้ชื่อ Red Label ในปี 1909) เป็นวิสกี้ตระกูล JW ชนิดเดียว ที่ไม่ได้เป็น Scoth Whisky แท้ 100% หากแต่ว่า JW เน้นไปที่รสชาดของวิสกี้ ที่สามารถปรับให้เข้าได้กับทุกสถานการณ์ มีทั้งความหวาน ความนุ่ม และความเผ็ดร้อนในเวลาเดียวกัน ![]() Red Label เป็น Blended Whisky ที่ผ่านการผสมมาจาก Malt และ Blended Whisky 35 ชนิด
เป็น JW หนึ่งในไม่กี่ชนิด ที่ผลิตออกมาในขนาดที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกขวดจะมีลักษณะเหมือนกันคือ ขวดทรงสี่เหลี่ยม และ ฉลากสีแดงขอบทอง สัญลักษณ์เด่นอีกอย่างคือ สะตรายดิ้งแมน หรือกล่องของ Red Label ที่สามารถนำมาเรียงต่อกันกลายเป็นฉลาก Red Label ขนาดใหญ่ได้ ข้อแนะนำในการดื่ม Red Label สำหรับการดื่ม Red Label นั้น ไม่มีวิธีการดื่มทีแนะนำตายตัวมาจาก JW สามารถดื่มผสมกับอะไรก็ได้ กินเพียวก็ได้ หรือจะนำไปทำค๊อกเทลก็ยังได้ บวกด้วยเรื่องของราคา ทำให้ Red Label เป็นเหล้าที่ขายดีที่สุด ![]() Black Label เป็น Blended Whisky อายุ 12 ปี
เป็นวิสกี้ Johnnie Walker ที่เก่าแก่ที่สุด โดยวางจำหน่ายตั้งแต่ปี 1865 ในชื่อของ Walker’s Old Highland ก่อนจะมาใช้ชื่อ Extra Special Old Highland ในปี 1906 - 1908 และสุดท้ายในปี 1909 ก็เปลี่ยนมาใช้ชื่อ Black Label จนถึงทุกวันนี้ ลักษณะเด่นของ Black คือกลิ่นหอม รมควันถ่านพีท กลิ่นขิงวานิลลา และกลิ่นผลไม่อย่างลูกแพร และแอปเปิ้ล และส่วนผสมจาก เกรนและมอลท์ วิสกี้กว่า 40 ชนิด ผสมผสานออกมาเป็น JW Black Label ในปัจจุบัน วิธีการดื่ม JW Black Label ที่ดีที่สุด นั้นมีดังนี้ Black จะต้องดื่มโดยผสมกับน้ำและน้ำแข็ง เพื่อที่จะทำให้ได้กลิ่นของบุหรี่แห้ง กลิ่นของวานิลลา และกลิ่นของผลไม้ ที่จะอบอวลขึ้นมาหลังจากได้สัมผัสกับน้ำ การผสมน้ำจะทำให้ได้รสของวิสกี้ที่ Strong ขึ้น (ภาษาไทยน่าจะเป็นคำว่า เข้มขึ้น) ![]() Green Label หรือ ในอดีตที่เราคุ้นเคยในชื่อของ JW Pure Malt เป็นวิสกี้น้องใหม่ที่สุดในบรรดา 5 Label ทั้งหมด ความพิเศษของวิสกี้ที่หมักบ่มนาน 15 ปีชนิดนี้ อยู่ตรงที่ Green Label เป็นวิสกี้ชนิดเดียวที่มีเพียงส่วนผสมของ Malt Whisky โดยไม่มี Grained Whsiky ผสมอยู่เลย แถมส่วนผสมวิสกี้ทั้ง 15 ชนิด ที่นำมา Blended จนกลายเป็น Green Label นั้น มาจากแหล่งกำเนิด Whisky ชั้นดีของสก๊อตแลนด์คือ Talisker, Cragganmore, Linkwood, และ Caol Ila จนกลายเป็น Pure Malt Green Label ในปัจจุบัน วิธีการดื่ม Green Label ให้ได้รสชาติมากที่สุด จำไว้ว่า ให้กินในแบบของ On the Rock ด้วยการริน Green Label ลงในแก้วพอประมาณก่อน
หลังจากชิมและรับกลิ่นรมควันจางๆและไอทะเล กลิ่นถังเชอรรี่ รวมถึงผลไม้ชนิดต่างๆ เช่น แอพพริคอท ผิวส้ม พีช บวกกับกลิ่นเปลือกไม้ป่า และหญ้าอ่อน หลังจากนั้นจึงใส่น้ำแข็งตามไป 1 - 2 ก้อน จะได้เห็นน้ำมันของวิสกี้ Fusil Oil และจะได้รับกลิ่นที่หอมเข้มข้นขึ้นตามลำดับ เมื่อวิสกี้ได้สัมผัสความเย็น Green Label มีเอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อดื่มแล้วรสชาติจะแตกต่างกันทุกครั้ง จากส่วนผสมต่างๆของ Pure Malt ทั้ง 15 ชนิดนั่นเอง ![]() Gold Label ถูกเปิดตัวขึ้นเมื่อปี 1920 ในโอกาสครบรอบ 100 ปี Johnnie Walker
เป็นที่มาของคำว่า Century Blend ที่จารึกอยู่บนฉลากของ Gold ทุกขวด วิสกี้หายากทุกชนิดที่ผสมออกมาเป็น Gold มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี รวมทั้งน้ำแร่บริสุทธิ์ และถังสำหรับหมัก รวมทั้งส่วนผสมหลักคือ Clynelish ซึ่งเป็นวิสกี้มอลทืที่หายาก และราคาสูง ทำให้เกิดสีทอง ในตัววิสกี้ Gold ขวดนี้ การดื่ม เนื่องจากการดื่มวิสกี้ ไม่จำเป็นจะต้องคำนึงว่า วิสกี้จะเกิดการแข็งตัว เมื่อนำไป Frozen หรือ แช่ให้เย็นจัด โดยเฉพาะ Gold ขวดนี้ ยิ่งคุณได้สัมผัสมัน ด้วยความเย็นมากเท่าไหร่ รสชาดและกลิ่นของ Gold ขวดนี้ จะยิ่งนุ่มและอบอวลขึ้น การจิบควรจิบทีละน้อย และยิ่งถ้าได้ ช๊อกโกแลต มารับประทานด้วยแล้ว คุณจะได้สัมผัส ความพิเศษ ว่าทำไม วิสกี้ขวดนี้ จึงได้รับให้ประดับด้วยฉลากสีทอง ![]() Blue Lable นี่คือการผสมผสานของ เกรนวิสกี้ และ มอลท์วิสกี้ จำนวน 16 ชนิด
ที่ต้องบอกว่า แพงที่สุดในโลก เพราะอะไรนั่นหรือ เพราะในจำนวน 16 ชนิดดังกล่าว มีบางชนิดที่ผ่านการหมักบ่มมากว่า 60 ปี และที่สำคัญ ในจำนวนวิสกี้ 1 ล้านถัง ที่ดิอาจิโอ ทำการผลิต จะมีเพียง 1 หรือ 2 ถัง เท่านั้น ที่นำมาเป็นส่วนผสมของ Blue Label ทุกขวดจะมีหมายเลขกำกับ เพื่อแสดงถึงจำนวนที่ผลิตว่า หาได้ยากยิ่งขนาดไหน Blue ขวดนี้ จะมีจุกขวดที่ทำจากไม้ก๊อก หุ้มตะกั่วสีทอง มีกล่องบรรจุใส่เป็นสีน้ำเงิน และทอง บุภายในด้วยผ้าซาตินอย่างดี การดื่ม จำไว้ว่า ใครอยู่ตรวจบัตรได้ดื่ม Blue แล้ว อย่าเอาไปผสมมิกเซอร์ ให้คนเขาด่าในใจว่า ไอ้โง่ เด็ดขาดเลย อันนี้สำคัญ การดื่มที่ดีที่สุด แน่นอน วิสกี้ระดับนี้ จะต้องเป็นการดื่มแบบ จิบวิสกี้ โดยไม่เติมอะไร หรือภาษาบ้านๆก็เรียกว่า ดื่มกันเพียวๆนี่แหล่ะ เจ้าของ JW บอกมาว่า จะให้ดี ควรจะอมน้ำแข็งให้เกิดความเย็นในปาก
เมื่อน้ำแข็งละลายหมด จึงค่อยจิบ Blue เข้าไป จะได้รับรสชาติที่ดีที่สุด แล้วจะได้รู้ว่า วิสกี้ที่ว่ากันว่า ล้ำลึกที่สุดในโลก รสชาติเป็นเช่นใด Whisky ventures
Hannah Tan The Johnnie Walker label has spawned treasured gems When it comes to downing a few wee drams of Scotch, there's many a fine brand to choose from. You might fancy the sea-salt tang of an Isle of Jura single malt, for example, or a peaty Highlander like Glenmorangie.
And then there is the contentious issue of whether to have it neat - without water - or to temper its kick with a few rocks rattling in the tumbler.
Of Scotland's many brands of the amber liquid, in terms of popular whiskies that are a blended mix, rather than from a single distiller, there is one name that springs to mind. Well, after a few glasses,
it meanders, strolls and staggers to mind. That brand is Johnnie Walker, founded in 1820, and stil
l going strong, going by the famous Striding Man figure used in its advertising.
Its Red Label blended whisky - there are also Black, Green, Gold and Blue Label permutations - is the world's best-selling whisky.
There is a distinctive sort of tippler who is attracted to Johnnie Walker, reckons Nikki Kirkwood, marketing manager, public relations and sponsorship for Diageo Greater Asia,
the global leading premium drinks company that markets the brand.
'They are sophisticated, stylish, urban cool straight-talkers who know they should choose their whiskies wisely,' she says.
However, if you are a newbie to the world of whisky, here's a rough guide to Johnnie Walker whiskies: Who came up with it The man really exists. In 1850, in Kilmarnock, Scotland, a man named John Walker used the same methods he learnt from blending tea at his grocer's shop to blend whisky.
Initially catering only to private orders, the rising popularity of Walker's Highland whiskies resulted in it being launched as a brand nationwide.
In 1909, Walker's grandsons, George Paterson Walker and Alexander Walker II, rebranded the whisky Johnnie Walker, and by 1920, the whisky was sold in over 120 countries.
Today, about 142 glasses of Johnnie Walker are poured every second. This fact explains why the icon of the top-hatted striding Victorian gentleman which adorns every Johnnie Walker
label is instantly recognisable worldwide.
How Scotch whisky is made A complicated process involving hundreds of people, whisky begins with the humble barley plant. The barley is mashed and a sweet liquid is extracted which is fermented with yeast and then twice distilled and condensed to produce 'new make spirit' which is then stored in oak casks to mature
into the stuff you can finally drink.
By law, Scotch whisky must be matured for at least three years. The whiskies which make up Johnnie Walker Black Label, for example, are matured for a minimum of 12 years.
Quick tip: The spelling 'whisky' usually applies to drink made in Scotland, Canada and Japan, while the Americans use 'whiskey'. Also, the smokiness of Scotch whisky differs according to the
type and quantity of peat burnt under the barley mash to cure it. Irish
whiskies do not use peat in this process.
![]() Black
Closely linked to Red, Black Label is the best-selling variant in Singapore. Made from around 40 whiskies from a selection of as many as 700 casks, its complex aromas consist of dry smokiness mixed with raisin sweetness, freshened by orange zest as well as hints of vanilla and chocolate.
Best served on its own or with a dash of sparkling water, or with ginger ale as a long drink. Launched in 1909, this is Johnnie Walker’s entry-level scotch which is blended with 35 whiskies, and malts. Good for mixing with ginger ale, green tea, cola and even fruit juices.
![]() Green
Launched in 1997, this is the newest Johnnie Walker blended whisky, which is made from signature single malts such as Cragganmore, Linkwood and Caol Ila.
Known as the Pure Malt, this medium- to full-bodied gold-amber blend has a rich sweet core and notes of heather honey, fruits and butterscotch. Best enjoyed over a single, large ice cube, different
aromas are released as the ice melts.
![]() Gold
Known as the Sensual Blend. Put a bottle of Gold Label in the freezer for a day, and savour this silky smooth, honeyed spirit with a dish of dark chocolate. Because of the high alcohol content and low smokiness,
the whisky won’t ever freeze solid.
![]() Blue
The rarest of the lot, it possesses 15 of the most select whiskies in the world in its blend. It has a higher ratio of malts to grain whiskies than other blended whiskies, and some of the ingredient whiskies are no longer
in production. Contains a burst of taste sensations that linger on the palate.
http://www.stomp.com.sg/stfoodiesclub/d ... index.html June 12 Black Hole : หลุมดำแห่งจักรวาลเมื่อดาวฤกษ์ที่มีมวลมหึมาแตกดับลง มันอาจจะทิ้งสิ่งที่ดำมืดที่สุด ทว่ามีอำนาจทำลายล้างสูงสุดไว้เบื้องหลัง นักดาราศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า หลุมดำ (black hole) เราไม่สามารถมองเห็นหลุมดำด้วยกล้องโทรทรรศน์ใดๆ เนื่องจากหลุมดำไม่เปล่งแสงหรือรังสีใดเลย แต่นักดาราศาตร์ก็มีวิธีอื่นในการค้นหา และจนถึงปัจจุบันได้ค้นพบหลุมดำในจักรวาลแล้วอย่างน้อย 6 แห่ง หลุมดำเป็นซากที่สิ้นสลายของดาวฤกษ์ที่ถึงอายุขัยแล้ว สสารที่เคยประกอบกันเป็นดาวนั้นได้ถูกอัดตัวด้วยแรงดึงดูดของตนเองจนเหลือเป็นเพียงมวลหนาแน่นที่มีขนาดเล็กยิ่งกว่านิวเคลียสของอะตอมเดียว ซึ่งเรียกว่า เอกภาวะ (singularity) หลุมดำ หมายถึงลักษณะของวัตถุในเอกภพที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก ไม่มีอะไรออกจากบริเวณนี้ได้แม้แต่แสงสว่าง หลุมดำนี้จะมีพื้นที่หนึ่งที่เป็นขอบเขตของตัวเอง ซึ่งเรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon) ซึ่งเป็นขอบเขตแห่ง มโนภาพ ไม่สามารถเห็นหรือจับต้องได้ในทาง กายภาพ โดยถ้าหากวัตถุหลุดเข้าไปพ้นขอบฟ้าเหตุการณ์ วัตถุนั้นจะไม่สามารถออกมาได้อีกต่อไป หลุมดำแบ่งได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
June 08 เจ้าจันท์ผมหอม-นิราศพระธาตุอินทร์แขวนหนังสือเล่มนี้ใช้ภาษาอลังการงดงามไพเราะ เป็นเรื่องเล่าของความหวังและความรักที่สวยงามเหมือนบทกวี ถ่ายทอดด้วยท่วงทำนองเนิบช้า แต่ทิ้งเสียงกังวานในใจไปได้แสนนาน ส่วนตัวแล้วชอบเรื่องนี้ที่ลีลาการเขียนที่ผู้ประพันธ์สร้างสรรค์ให้เป็นเหตุการณ์ที่ดำเนินขึ้นเพียงชั่ววันเดียว แต่สะท้อนความรู้สึกสับสนในใจของตัวละครออกมาจนเป็นเรื่องราวที่ชวนติดตาม อีกทั้งสำนวนเขียนที่ใช้ภาษาสำเนียงเหนือ อ่อนหวาน สัมผัสจังหวะจะโคนได้อย่างไพเราะถึงขั้นอลังการก็ชวนให้หลงใหลจนวางไม่ลงเลยทีเดียว เรื่อง "เจ้าจันท์ผมหอม" เป็นเรื่องของ "เจ้าจันทะแก้วยื่นฟ้า" เจ้าหญิง ล้านนา องค์น้อยผู้งดงาม เธอเดินทางไปบูชา พระธาตุอินทร์แขวน ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดอยู่ในพม่า ด้วยความตั้งใจว่าจะตัดผมหอมที่เลี้ยงมาห้าปีบูชาพระธาตุ ตำนานเล่าว่าผู้ใดที่ปูผมลอดพระธาตุได้ จะสมหวังในสิ่งใดก็ตามที่ตั้งใจไว้ และสำหรับเจ้าจันท์แล้ว เธอกำลังต้องการให้ความหวังที่มีอยู่เป็นจริงอย่างเหลือเกินและความหวังเดียวของเธอก็คือพรจากองค์พระธาตุ
![]() เจ้าจันท์เดินทางไปกับบริวารและ "พ่อเลี้ยง" ผู้ที่เจ้าพ่อและเจ้าแม่เห็นดีเห็นงามว่าควรแต่งกับเจ้าจันท์ แต่เจ้านางน้อยมีคนรักอยู่สุดใจแล้ว และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างพ่อเลี้ยงกับ "เจ้าพี่อินทะ" ชายผู้เป็นที่รัก ผู้พร้อมทั้งรูปโฉมและโคลงหวานแล้ว พ่อเลี้ยงคุ่หมั้นหมายซึ่งอายุมากว่ากันก็เป็นประหนึ่งยักษ์มารที่เจ้าจันท์ชิงชังนัก การเดินทางไปพระธาตุนี้ จึงเป็นเรื่องตัดสินชีวิตและหัวใจของเจ้าจันท์ ที่จะได้เรียนรู้หัวใจตนเองและได้รู้จักน้ำใจพ่อเลี้ยงที่แม้จะรักเธอเพียงใด ก็ได้ให้สัจจะว่าหากเจ้าจันท์ปูผมหอมลอดพระธาตุได้เขายินดีจะให้เจ้าจันท์แต่งงานกับชายคนรัก
ความตอนหนึ่งซึ่งอ่านแล้วกินใจ
ก็เมื่อเจ้าจันท์เดินทางมาถึงพระธาตุแล้วต้องผิดหวัง เมื่อพระธาตุที่แท้มิได้งามดั่งคิด
(รูปขณะบูรณะปฏิสังขรณ์) (รูปนี้หลังจากบุรณะแล้วในปัจจุบัน)
...เจ้าจันทะแก้วยื่นฟ้า เจ้างามหล้าลือโลกโศกหมอง พระธาตุอินทร์แขวนหมายแทนเอาเป็นพระธาตุประจำปีเกิด วาดไว้สูวเลิศส่งลอยทะลุอกฟ้า มาเห็นกับตา พระธาตุแก้วหล้าเก่าหมองเป็นแต่ก้อนหินหัวล้าน คราบไคลตะไคร่เกาะกินจนเนื้อหินเปื้อนแปด องค์พระธาตุก็เล็กน้อยนัก บ่ สมฝีมือพระอินทร์เจ้าฟ้า ก่อเสริมอยู่เหนือหินสูงสักสองวาเท่านั้น อิฐปูนกะเทาะแตก ยอดฉัตรปลายแฉกก็เศร้าหมอง บ่ เหมือนดั่งทองต้องแดดตามที่ได้เห็น ช่อธงหักเหี้ยน กาฝากและรากไม้ก็เจาะไชจนฐานพระธาตุปริร้าว เนื้อเรื่องเล่าความได้กระชับ และมีตอนจบที่น่าประทับใจมากทีเดียว ภาษาในเรื่องเป็นศัพท์ท้องถิ่นเก่าแก่ เขียนในรูปร้อยแก้วผสมกับโคลงกลอน ทำให้คำบรรยายวิจิตรบรรจง การเดินทางนี้จะเปลี่ยนชีวิตเจ้าจันท์อย่างไร และสัจธรรมใดบ้างที่จะเกิดขึ้นในการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งเจ้าจันท์สามารถปูผมหอมลอดพระธาตุได้หรือไม่ แล้วเรื่องจะลงเอยอย่างไร ....ต้องไปติดตามอ่านดูนะคะ เรื่องนี้ เขียนจากจินตนาการของคุณ มาลา คำจันทร์ เอง โดยไม่ใช่นำมาจากนิทานพื้นบ้านแต่อย่างใด ผู้เขียนบอกในคำนำว่าอยากลองเขียนถึงผู้หญิงในประวัติศาสตร์ ว่าจะมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร เพราะบันทึกประวัติศาสตร์ไม่ได้บอกสิ่งเหล่านี้เอาไว้
แถมท้ายด้วย บทเพลงเจ้าจันท์ผมหอม ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อหนังสือเล่มนี้โดยเฉพาะขับร้องโดยราชินีเพลงคำเมืองอย่างคุณสุนทรี เวชานนท์ ไพเราะมากๆ
>>> คลิกเพื่อ ฟังเพลงเจ้าจันท์ผมหอม ที่นี่ !!! <<<
เนื้อร้อง มาลา คำจันทร์
ทำนอง เพลงซอพม่า ขับร้อง สุนทรี เวชานนท์ ค่อยฟังเน้อหมู่จุมพี่น้อง จักไขทำนองเรื่องเจ้าคนงาม ได้ฮักได้ฮ้างทุกข์โศกติดตาม เจ้าจันท์คนงามเลี้ยงผมยาววา ผมหอมเจ้านั้นหอมงามหนักหนา จะตัดบูชาอินทร์แขวนธาตุเจ้า ขอผาทนาอินทร์ถาท่านเจ้า มาเป็นเก๊าเหง้าปกห่มหัวนาง ฮื้อลอดฮื้อพ้นทางฮ้ายขัดขวาง ลอดแล้วเจ้านางจักสมพี่อ้าย หากลอดบ่ผดจักลาตายพ่าย ลาจากเจ้าชายขึ้นฟ้าเมืองบน เจ้าก็ขึ้นช้างเทียวหว่างไพรสนท์ ระเหเววนข่มหมองใจไหม้ กอบปลายผมงามซ้ำวางอกไว้ ขออินทร์เทพไท้หันใจเทอะนา ขอบารมีบุญดีฮักษา อยู่พ้นพาลาอาธรรม์บาปใบ้ แต่บุญบ่สมผมลอดบ่ได้ เจ้าดวงดอกไม้เหมือตายวางลง หมายเหตุคำแปล หมู่จุม ......... หมู่ พวก ผาทนา ....... ทำนองเดียวกับตั้งจิตอธิษฐาน เก๊าเหง้า..........เป็นประธาน เป็นใหญ่ ฮื้อ...............ให้ ปกห่ม..........คุ้มครอง บ่ผด.............ไปไม่ถึง ไม่ถึง ตายพ่าย.........ตาย ระเวเหหน....รอนแรมไป เทอะนา.........เถอะ เถอะนะ
May 25 ฤดูที่แตกต่างกับฟ้าหลังฝน : เหมือนหรือต่าง ??ร้างแล้ว หนอรัก จึงหักข้า
|
|
|